<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	>

<channel>
	<title>สะเก็ดเงิน,โรคสะเก็ดเงิน แหล่งข้อมูล และสถานที่รักษา</title>
	<atom:link href="http://www.psoriasisthai.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.psoriasisthai.com</link>
	<description>สะเก็ดเงิน,โรคสะเก็ดเงิน ข้อมูลโรคเบื้องต้น แหล่งข้อมูล สถานที่รักษา</description>
	<pubDate>Sat, 22 Aug 2009 09:03:04 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.7.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>แพทย์ชี้ภาวะเครียด กระทบโรคผิวหนัง</title>
		<link>http://www.psoriasisthai.com/stress2-effect-to-skin/</link>
		<comments>http://www.psoriasisthai.com/stress2-effect-to-skin/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 21 Jan 2009 04:23:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[บทความที่น่าสนใจอื่นๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.psoriasisthai.com/?p=23</guid>
		<description><![CDATA[ในสถานการณ์ที่คนไทยกำลังมีความเครียดสูง ไม่ได้เพียงแต่ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกและพฤติกรรมเท่านั้น แต่อาจกระตุ้นให้โรคผิวหนังหลายชนิดกำเริบได้ 
 
          นพ.ประวิตร พิศาลบุตร แพทย์อเมริกันบอร์ดสาขาผิวหนัง เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์ที่ทำให้คนไทยมีความเครียดสูง จึงมีแนวโน้มจะพบการกำเริบของโรคผิวหนังหลายชนิด เพราะจิตใจมีความสัมพันธ์กับผิวหนังชัดเจน โดยแบ่งลักษณะความสัมพันธ์ได้เป็น 3 กลุ่ม คือ 

           กลุ่มที่ 1 เป็นโรคผิวหนังโดยตัวเองอยู่แล้ว แต่ปัจจัยทางจิตใจกระตุ้นให้โรคผิวหนังกำเริบ เช่น สิว ผมร่วงเป็นหย่อม เริม เหงื่อออกมาก มีกลิ่นตัว คัน สะเก็ดเงิน ลมพิษ

           กลุ่มที่ 2 โรคผิวหนังเป็นตัวทำให้จิตป่วย โรคผิวหนังที่ลักษณะน่ารังเกียจ เช่น สิวที่รุนแรง สะเก็ดเงิน ด่างขาว ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอับอายเกิดความกังวลและความเครียด 

          กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มโรคทางจิตใจที่มีอาการทางผิวหนัง เช่น ดึงผมเล่นจนร่วง และโรคไม่พอใจในรูปร่างหน้าตาของตนเอง หรือบีดีดี (body dysmorphic disorder, BDD) ที่เรียกง่ายๆ ว่า โรคฉันไม่สวย

          นพ.ประวิตรกล่าวว่า กลุ่มโรคผิวหนังที่สัมพันธ์กับจิตใจที่พบบ่อยขณะนี้ เช่น สะเก็ดเงิน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ในสถานการณ์ที่คนไทยกำลังมีความเครียดสูง ไม่ได้เพียงแต่ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกและพฤติกรรมเท่านั้น แต่อาจกระตุ้นให้โรคผิวหนังหลายชนิดกำเริบได้ </strong></p>
<p align="left"> </p>
<p align="left"><span style="color: #800080;">          นพ.ประวิตร พิศาลบุตร แพทย์อเมริกันบอร์ดสาขาผิวหนัง เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์ที่ทำให้คนไทยมีความเครียดสูง จึงมีแนวโน้มจะพบการกำเริบของโรคผิวหนังหลายชนิด เพราะจิตใจมีความสัมพันธ์กับผิวหนังชัดเจน โดยแบ่งลักษณะความสัมพันธ์ได้เป็น 3 กลุ่ม คือ </span></p>
<p align="left">
           <strong>กลุ่มที่ 1</strong> เป็นโรคผิวหนังโดยตัวเองอยู่แล้ว แต่ปัจจัยทางจิตใจกระตุ้นให้โรคผิวหนังกำเริบ เช่น สิว ผมร่วงเป็นหย่อม เริม เหงื่อออกมาก มีกลิ่นตัว คัน สะเก็ดเงิน ลมพิษ</p>
<p align="left">
           <strong>กลุ่มที่ 2</strong> โรคผิวหนังเป็นตัวทำให้จิตป่วย โรคผิวหนังที่ลักษณะน่ารังเกียจ เช่น สิวที่รุนแรง สะเก็ดเงิน ด่างขาว ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอับอายเกิดความกังวลและความเครียด </p>
<p align="left">
          <strong>กลุ่มที่ 3</strong> เป็นกลุ่มโรคทางจิตใจที่มีอาการทางผิวหนัง เช่น ดึงผมเล่นจนร่วง และโรคไม่พอใจในรูปร่างหน้าตาของตนเอง หรือบีดีดี (body dysmorphic disorder, BDD) ที่เรียกง่ายๆ ว่า โรคฉันไม่สวย</p>
<p align="left">
<span style="color: #800000;">          นพ.ประวิตรกล่าวว่า กลุ่มโรคผิวหนังที่สัมพันธ์กับจิตใจที่พบบ่อยขณะนี้ เช่น สะเก็ดเงิน สิว และบีดีดี ในกรณีของสะเก็ดเงิน ผู้ป่วยส่วนใหญ่อายุไม่มากคือ 18-45 ปี ทำให้มีปัญหาในการทำงานและการเข้าสังคม ผู้ป่วยสะเก็ดเงินขั้นรุนแรงร้อยละ 5.5 เคยคิดฆ่าตัวตาย </span></p>
<p align="left">
          ในโรคสิวนั้นความรุนแรงไม่ได้ผันแปรโดยตรงกับความซึมเศร้า สิวเป็นมากในวัยรุ่นที่เป็นช่วงที่กังวลต่อรูปลักษณ์ของตนเองมากอยู่แล้ว ผู้ปกครองจึงต้องเข้าใจว่าสิวเป็นโรคที่แท้จริง ไม่ได้เป็นการรักสวยรักหล่อพร่ำเพรื่อ ผู้ป่วยสิวต้องการการรักษาอย่างถูกต้อง</p>
<p align="left">
<span style="color: #0000ff;">          ดังนั้น จึงขอเตือนว่าทั้งผู้ป่วย พ่อแม่ ผู้ปกครอง และแพทย์เองจำเป็นต้องรู้จักโรคเหล่านี้ บางโรค เช่น บีดีดี ต้องระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเสริมความงามในผู้ป่วยโรคนี้ เพราะผลลัพธ์อาจเป็นฝันร้ายของผู้ป่วย เนื่องจากการเสริมความงามไม่ได้แก้ปัญหาพื้นฐาน คือเรื่องของจิตใจ บางโรค เช่น สะเก็ดเงินและสิว ต้องให้การรักษาเต็มที่ เพราะช่วยให้สภาพจิตใจดีขึ้น แพทย์ผิวหนังอาจปรึกษาจิตแพทย์ร่วมในการรักษาด้วย<br />
</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.psoriasisthai.com/stress2-effect-to-skin/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีขจัดความเครียด 5 วันทำงาน</title>
		<link>http://www.psoriasisthai.com/5days-reduce-stress/</link>
		<comments>http://www.psoriasisthai.com/5days-reduce-stress/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 21 Jan 2009 04:22:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[บทความที่น่าสนใจอื่นๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.psoriasisthai.com/?p=22</guid>
		<description><![CDATA[ทุกครั้งที่เริ่มต้นสัปดาห์แห่งการทำงาน คุณอาจรู้สึกเบื่อเมื่อนึกถึงงานที่ต้องทำอีก 5 วัน ตลอดจนปัญหาที่จะเข้ามาแทรกทำให้คุณต้องจัดการอย่างเร่งด่วน ดังนั้น

หากคุณไม่สามารถจัดการกับตารางชีวิต หรือลดละความเครียดลงบ้าง นานวันเข้าก็จะสะสม ส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและจิตใจ ดังนั้นหากคุณเป็นคนหนึ่งทีประสบเหตุการณ์เช่นนี้ ขอแนะนำวิธีขจัดความเครียดโดยทำให้ วันทำงานที่แสนเบื่อกลายเป็นวันรื่นรมย์อีกสักนิด
วันจันทร์ - ปรับนิสัยการทำงาน 

มักเป็นวันที่จราจรคับคั่งเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นวันแรกของสัปดาห์การทำงาน หากคุณไม่อยากออกจากบ้านเพื่อเผชิญกับรถติดให้อารมณ์เสียกันตั้งแต่เช้า ขอแนะนำให้ตื่นเร็วขึ้นอีกสัก 10 นาที จะได้มีเวลาจัดการตนเองมากขึ้น ออกจากบ้านเร็วขึ้น ทำให้ไม่ต้องประสบกับจราจรคับคั่งอย่างที่เคยชิน เมื่อไปถึงที่ทำงานให้จัดลำดับความสำคัญของงานที่ต้องทำ แต่ควรจดในสิ่งที่สามารถทำได้ภายใน 1 วัน มิฉะนั้นอาจเหลืองานที่ยังทำไม่ทันบนกระดาษ ก่อให้เกิดความรู้สึกเครียด กังวลมากขึ้นไปอีก หลังจากนั้นก็ค่อยๆ จัดการงานไปทีละส่วน
วิธีนี้จะช่วยป้องกันการผัดวันประกันพรุ่ง ช่วยให้คุณรู้สึกว่างานนั้นง่ายและเสร็จเร็วกว่าที่คิด ในขณะทำงานอาจมีเวลาสักช่วงที่รู้สึกเบื่อหน่าย ไม่อยากทำงาน ให้พยายามเลือกทำงานชิ้นที่คิดว่าใช้เวลาน้อยจะเหมาะที่สุด และสุดท้ายอุปสรรคของการทำงาน คือ การติดต่อสื่อสาร หากคิดว่าช่วงไหนยุ่ง มีงานเร่งด่วน ควรปิดมือถือและใช้ระบบฝากข้อความแทน
วันอังคาร - สร้างบรรยากาศการทำงานที่รื่นรมย์
สาเหตุของความเครียดส่วนหนึ่งมาจากสภาพแวดล้อมในสถานที่ทำงาน เช่น เสียงดัง ห้องทำงานไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่มีส่วนช่วยทำให้มีแรงใจในการทำงานมากขึ้น เริ่มจาก 
-ทำความสะอาดโต๊ะทำงาน จัดของให้เป็นระเบียบ หยิบใช้ หรือหาง่าย เพิ่มความสะดวก 
- หาของตกแต่งเพิ่มสีสันบนโต๊ะทำงาน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ทุกครั้งที่เริ่มต้นสัปดาห์แห่งการทำงาน คุณอาจรู้สึกเบื่อเมื่อนึกถึงงานที่ต้องทำอีก 5 วัน ตลอดจนปัญหาที่จะเข้ามาแทรกทำให้คุณต้องจัดการอย่างเร่งด่วน </strong><span style="color: #ff0000;">ดังนั้น<br />
</span><br />
หากคุณไม่สามารถจัดการกับตารางชีวิต หรือลดละความเครียดลงบ้าง นานวันเข้าก็จะสะสม ส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและจิตใจ ดังนั้นหากคุณเป็นคนหนึ่งทีประสบเหตุการณ์เช่นนี้ ขอแนะนำวิธีขจัดความเครียดโดยทำให้ วันทำงานที่แสนเบื่อกลายเป็นวันรื่นรมย์อีกสักนิด</p>
<p><span style="color: #ffcc00;"><strong>วันจันทร์</strong> - <strong>ปรับนิสัยการทำงาน </strong><br />
</span><br />
<span style="color: #000000;">มักเป็นวันที่จราจรคับคั่งเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นวันแรกของสัปดาห์การทำงาน</span><strong> </strong>หากคุณไม่อยากออกจากบ้านเพื่อเผชิญกับรถติดให้อารมณ์เสียกันตั้งแต่เช้า ขอแนะนำให้ตื่นเร็วขึ้นอีกสัก 10 นาที จะได้มีเวลาจัดการตนเองมากขึ้น ออกจากบ้านเร็วขึ้น ทำให้ไม่ต้องประสบกับจราจรคับคั่งอย่างที่เคยชิน เมื่อไปถึงที่ทำงานให้จัดลำดับความสำคัญของงานที่ต้องทำ แต่ควรจดในสิ่งที่สามารถทำได้ภายใน 1 วัน มิฉะนั้นอาจเหลืองานที่ยังทำไม่ทันบนกระดาษ ก่อให้เกิดความรู้สึกเครียด กังวลมากขึ้นไปอีก หลังจากนั้นก็ค่อยๆ จัดการงานไปทีละส่วน</p>
<p>วิธีนี้จะช่วยป้องกันการผัดวันประกันพรุ่ง ช่วยให้คุณรู้สึกว่างานนั้นง่ายและเสร็จเร็วกว่าที่คิด<strong> </strong>ในขณะทำงานอาจมีเวลาสักช่วงที่รู้สึกเบื่อหน่าย ไม่อยากทำงาน ให้พยายามเลือกทำงานชิ้นที่คิดว่าใช้เวลาน้อยจะเหมาะที่สุด และสุดท้ายอุปสรรคของการทำงาน คือ การติดต่อสื่อสาร หากคิดว่าช่วงไหนยุ่ง มีงานเร่งด่วน ควรปิดมือถือและใช้ระบบฝากข้อความแทน</p>
<p><strong><span style="color: #ff00ff;">วันอังคาร - สร้างบรรยากาศการทำงานที่รื่นรมย์</span></strong></p>
<p>สาเหตุของความเครียดส่วนหนึ่งมาจากสภาพแวดล้อมในสถานที่ทำงาน เช่น เสียงดัง ห้องทำงานไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่มีส่วนช่วยทำให้มีแรงใจในการทำงานมากขึ้น เริ่มจาก </p>
<p>-ทำความสะอาดโต๊ะทำงาน จัดของให้เป็นระเบียบ หยิบใช้ หรือหาง่าย เพิ่มความสะดวก </p>
<p>- หาของตกแต่งเพิ่มสีสันบนโต๊ะทำงาน จะช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นเช่น แจกันดอกไม้ ภาพถ่ายกับเพื่อน ครอบครัว หรือภาพเขียนที่ชื่นชอบ </p>
<p>-ตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณ์ทำงาน สำรวจว่าโต๊ะทำงานมีแสงสว่างเพียงพอแล้วหรือไม่ เพราะหากมีน้อยไปจะเสียสายตา แก้ไขโดยติดตั้งโคมไฟตั้งโต๊ะ เก้าอี้ไม่แข็งเกินไป นั่งแล้วสายตาพอดีกับโต๊ะ จอคอมพิวเตอร์</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">วันพุธ - ลดความกังวล</span></strong></p>
<p>ความกังวลแบบพอดี ทำให้เราไม่ประมาท รู้จักเตรียมการล่วงหน้า ซึ่งเป็นผลดีต่อการทำงาน อย่างไรก็ตามหากมีมากไป จะเป็นอุปสรรคในการทำงาน ทำให้ประหม่า ไม่กล้าตัดสินใจ และอาจทำให้งานล่าช้า นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบไปถึงชีวิตนอกเวลางาน เก็บไปคิดให้กลุ้มใจเป็นวันๆ ดังนั้นเมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกกังวลมาก ขอให้ถามตนเองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นของใคร คิดกังวลแทนคนอื่นมากไปหรือไม่ จากนั้นอาจปรึกษา พูดคุยกับคนที่ไว้ใจ และขบคิดดูว่าปัญหามีขอบเขตแค่ไหน และเริ่มหาทางแก้ไขปัญหา ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปทีละน้อย</p>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">วันพฤหัสบดี - หันมาฟังเสียงตัวเอง ขจัดความเครียด</span></strong></p>
<p>โดยปกติในชีวิตประจำวัน เวลาคิด หรือตัดสินใจ เรามักพูดกับตนเองในใจ ซึ่งแบ่งเป็น 2 อย่าง คือ แง่บวก และแง่ลบ ซึ่งการคิดในแง่บวกจะช่วยในการตัดสินใจ เพิ่มความมั่นใจ แต่คิดในแง่ลบจะยิ่งเพิ่มความวิตกกังวลมากขึ้น เช่น คนที่ยึดถือในความสมบูรณ์แบบมักคิดแบบเกินตัว ซึ่งมักรำพึงรำพันกับตัวเองว่า &#8220;ฉันน่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ (ซึ่งสถานการณ์จริง ผ่านมานานสายเกินแก้ไขแล้ว)&#8221; ยิ่งเพิ่มความเครียดให้ตนเอง ทางแก้ไขควรคิดแบบแง่บวกมากขึ้น เปลี่ยนจากคำถามว่า <strong>&#8220;ฉันทำผิดพลาดตรงไหน&#8221; มาเป็น &#8220;จะแก้ไขอย่างไรดี&#8221; </strong>จะเหมาะสมกว่า</p>
<p><strong><span style="color: #3366ff;">วันศุกร์ - วิธีขจัดเครียดอย่างง่ายและรวดเร็ว</span></strong></p>
<p>ในระหว่างวันที่คุณจะต้องเจอกับปัญหาหลายอย่าง มีวิธีขจัดความเครียดอย่างได้ผลและรวดเร็วมาฝากโดยการ </p>
<p>- กำหนดลมหายใจ ให้หายใจเข้า-ออก ลึกๆ หลายๆ ครั้ง โดยไม่เปิดปากจะรู้สึกว่าอากาศจะเข้าไปเต็มปอด และท้อง จากนั้นก็หายใจออก </p>
<p>- พักสักครู่ อาจไปเดินเล่นสักพัก หรือฟังเพลง พักดื่มน้ำ ของว่างสักนิด </p>
<p>- ออกกำลังกาย นั่งนานๆ มาทั้งวันอาจรู้สึกตึงบริเวณหลัง ขา การออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายได้ยืดเส้น ยืดสาย เพียงแค่วันละ 10 นาที ก็จะช่วยทำให้รู้สึกดีขึ้น </p>
<p>- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน หรืออาหารไขมันสูง </p>
<p>- หมั่นยิ้มและหัวเราะกับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งเป็นวิธีที่แบบธรรมชาติที่ลดความเครียดได้อย่างดี</p>
<p>ที่มา <em>http://board.palungjit.com/ </em></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.psoriasisthai.com/5days-reduce-stress/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เครียดเป็นอีกสาเหตุของโรคผิวหนัง</title>
		<link>http://www.psoriasisthai.com/stress-bad-for-skin/</link>
		<comments>http://www.psoriasisthai.com/stress-bad-for-skin/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 21 Jan 2009 04:13:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[สาเหตุของโรคสะเก็ดเงิน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.psoriasisthai.com/?p=21</guid>
		<description><![CDATA[แพทย์ผิวหนังระบุคนไทยเครียดมาก ยังผลให้โรคผิวหนังพุ่ง ทั้งสิว เริม งูสวัด ผมร่วง แผลเป็น รอยย่น ลมพิษ สะเก็ดเงิน แนะออกกำลังกาย พักผ่อน นั่งสมาธิลดเครียด
       
นพ.ประวิตร พิศาลบุตร แพทย์อเมริกันบอร์ดสาขาโรคผิวหนัง บรรณาธิการตำราโรคผิวหนังในเวชปฏิบัติปัจจุบัน กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยเป็นโรคเครียดกันมาก เป็นที่ทราบกันว่าความเครียดส่งผลเสียต่อร่างกายหลายอย่าง เช่น ทำให้ลืมง่าย หงุดหงิด ติดยาเสพติด เหนื่อยง่าย ปัสสาวะบ่อย นอนไม่หลับ ความเครียดยังทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด ความดันโลหิตสูง แผลในกระเพาะอาหาร หืด ต่อมธัยรอยด์เป็นพิษ และโรคจิตโรคประสาท
       
นอกจากนั้น พบว่าความเครียดทำให้เกิดโรคผิวหนังหลายอย่าง มีงานวิจัยแสดงว่าผู้ป่วยโรคผิวหนังอย่างน้อยร้อยละ 30 มีปัญหาทางจิตใจ ปัจจุบันจึงมีตั้งสาขาวิชาใหม่คือ จิตวิทยาโรคผิวหนัง (Psycho dermatology) ที่เน้นศึกษาผลกระทบของสภาพจิตใจต่อผิวหนัง พบว่าเมื่อเครียดร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนแห่งความเครียด คือ คอร์ติซอล ทำให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้น เกิดอาการผิวมัน สิว และโรคเริมกำเริบ งูสวัด แผลหายช้า และมะเร็งผิวหนังสูงขึ้น
       
&#8220;ความเครียดยังกระตุ้นให้เกิดโรคผิวหนังอีกหลายโรค เช่น โรคเซ็บเดิมซึ่งมีอาการเป็นผื่นแดงตามหน้าผาก แก้ม คิ้ว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="color: #000000;">แพทย์ผิวหนังระบุคนไทยเครียดมาก ยังผลให้โรคผิวหนังพุ่ง ทั้งสิว เริม งูสวัด ผมร่วง แผลเป็น รอยย่น ลมพิษ สะเก็ดเงิน แนะออกกำลังกาย พักผ่อน นั่งสมาธิลดเครียด<br />
</span></strong>       <br />
<strong>นพ.ประวิตร พิศาลบุตร</strong> แพทย์อเมริกันบอร์ดสาขาโรคผิวหนัง บรรณาธิการตำราโรคผิวหนังในเวชปฏิบัติปัจจุบัน กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยเป็นโรคเครียดกันมาก เป็นที่ทราบกันว่าความเครียดส่งผลเสียต่อร่างกายหลายอย่าง เช่น ทำให้ลืมง่าย หงุดหงิด ติดยาเสพติด เหนื่อยง่าย ปัสสาวะบ่อย นอนไม่หลับ ความเครียดยังทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด ความดันโลหิตสูง แผลในกระเพาะอาหาร หืด ต่อมธัยรอยด์เป็นพิษ และโรคจิตโรคประสาท<br />
       <br />
<span style="color: #ff6600;">นอกจากนั้น พบว่าความเครียดทำให้เกิดโรคผิวหนังหลายอย่าง มีงานวิจัยแสดงว่าผู้ป่วยโรคผิวหนังอย่างน้อยร้อยละ 30 มีปัญหาทางจิตใจ ปัจจุบันจึงมีตั้งสาขาวิชาใหม่คือ จิตวิทยาโรคผิวหนัง (Psycho dermatology) ที่เน้นศึกษาผลกระทบของสภาพจิตใจต่อผิวหนัง พบว่าเมื่อเครียดร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนแห่งความเครียด คือ คอร์ติซอล ทำให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้น เกิดอาการผิวมัน สิว และโรคเริมกำเริบ งูสวัด แผลหายช้า และมะเร็งผิวหนังสูงขึ้น<br />
</span>       <br />
&#8220;ความเครียดยังกระตุ้นให้เกิดโรคผิวหนังอีกหลายโรค เช่น โรคเซ็บเดิมซึ่งมีอาการเป็นผื่นแดงตามหน้าผาก แก้ม คิ้ว แนวไรผม ความเครียดทำให้เกิดโรคผิวหนังภูมิแพ้ โรคสิว ทั้งสิวอักเสบธรรมดา และสิวแปลกๆ เช่น สิวหน้าแดง สิวแกะเกา ที่เกิดจากการบีบและแกะสิวผิวอย่างมาก จนเมื่อตรวจดูผิวหนังแล้วไม่พบรอยสิว พบแต่รอยถลอก แผล และแผลเป็น ทำให้ผมร่วง ทั้งร่วงทั่วศีรษะ ร่วงเป็นหย่อม ร่วงจากการดึง ความเครียดยังทำให้เป็นด่างขาว ลมพิษ โรคสะเก็ดเงิน คันหนังศีรษะ คันผิวหนังและเกาจนเป็นตุ่มนูนหรือเป็นปื้นหนาแข็งเหมือนเปลือกไม้ รู้สึกว่ามีแมลงไต่ หรือพยาธิไช&#8221; แพทย์ผิวหนังระบุ<br />
       <br />
ในแง่ความงามนอกจากความเครียดจะทำให้เป็นสิวแล้ว นพ.ประวิตร ยังเพิ่มเติมว่า ความเครียดทำให้เป็นฝ้าได้ บางคนเวลาเครียดจะกัดเล็บ ซึ่งนอกจากมีผลเสียต่อบุคลิกภาพแล้ว ยังอาจทำให้เกิดการถ่ายทอดเชื้อโรคจากเล็บเข้าสู่ปาก <span style="color: #ff6600;">ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือความเครียดทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าเกร็งตัว เกิดเป็นรอยย่นลึกที่ใบหน้า เช่น หน้าผาก และหัวคิ้ว เพื่อลดความเครียด ควรทำจิตใจให้แจ่มใสเสมอ ออกกำลังกาย ร่างกายจะหลั่งสารความสุขที่เรียกว่าเอ็นโดฟิน สารนี้มีฤทธิ์คลายปวดและทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย พักผ่อนให้เพียงพอ และฝึกสมาธิ<br />
</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.psoriasisthai.com/stress-bad-for-skin/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>หนาวนี้ ระวังโรคผิวหนังอักเสบ</title>
		<link>http://www.psoriasisthai.com/winter-skin-desease/</link>
		<comments>http://www.psoriasisthai.com/winter-skin-desease/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 21 Jan 2009 04:10:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[บทความที่น่าสนใจอื่นๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.psoriasisthai.com/?p=20</guid>
		<description><![CDATA[เลี่ยงอาบน้ำร้อน-ผ้าขนสัตว์ สาเหตุอาการกำเริบ
         ช่วงเปลี่ยนฤดูเข้าสู่หน้าหนาว นพ.ประวิตร พิศาลบุตร แพทย์อเมริกันบอร์ดสาขาโรคผิวหนัง และภูมิแพ้ผิวหนัง และอดีตนักวิจัยสถาบัน สาธารณสุขแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NIH) ส่งสัญญาณเตือนว่า มีโอกาสพบโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ (Atopic dermatitis) กำเริบได้บ่อย
       โรคดังกล่าวเป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง แต่ไม่ใช่โรคติดต่อ พบมากในเด็กสูงถึงร้อยละ 70 ในกลุ่มที่มีประวัติพ่อแม่เป็นภูมิแพ้ เช่น หืดหอบ ลมพิษ หรือน้ำมูกไหล เพราะแพ้อากาศ แบ่งเป็น 3 ช่วงอายุ คือ
 
 1.วัยทารก มักพบเป็นผื่นที่แก้ม หรือบริเวณอื่นของใบหน้า หรือตามด้านนอกของแขนขา และลำตัว
 
 2.วัยเด็ก มักพบผื่นขึ้นตามข้อพับแขนขา ผื่นจะแดงหนา และอาจคันรุนแรงมาก
 
 3.วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ ผื่นขึ้นตามข้อพับแขนขา ใบหน้า หัวไหล่ จะมีอาการคันมาก และอาการคันมักกำเริบตอนกลางคืน
 
         ผู้ป่วยโรคผิวหนังอักเสบ ภูมิแพ้ไม่ควรใช้สบู่มาก ไม่ควรนอนแช่ในอ่างอาบน้ำ ไม่ควรอาบน้ำร้อนจัด การเช็ดตัวให้ใช้วิธีซับ ไม่ควรเช็ดหรือถูแรงๆ ไม่ควรใส่เสื้อผ้าขนสัตว์ที่หนา ควรใส่เสื้อผ้าฝ้ายทอโปร่งๆ พยายามระงับสติอารมณ์ อย่าเครียด อย่าเกาบริเวณที่คัน ไม่ควรเลี้ยงสัตว์เลี้ยงที่มีขน เพราะอาจกระตุ้นให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้
 
         สำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size: x-small;"><span style="font-family: MS Sans Serif;"><strong>เลี่ยงอาบน้ำร้อน-ผ้าขนสัตว์ สาเหตุอาการกำเริบ</strong><br />
         <span style="color: #090909;">ช่วงเปลี่ยนฤดูเข้าสู่หน้าหนาว นพ.ประวิตร พิศาลบุตร แพทย์อเมริกันบอร์ดสาขาโรคผิวหนัง และภูมิแพ้ผิวหนัง และอดีตนักวิจัยสถาบัน สาธารณสุขแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NIH) ส่งสัญญาณเตือนว่า มีโอกาสพบโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ (Atopic dermatitis) กำเริบได้บ่อย</span><br />
</span></span><span style="font-size: x-small; font-family: MS Sans Serif;">       โรคดังกล่าวเป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง แต่ไม่ใช่โรคติดต่อ พบมากในเด็กสูงถึงร้อยละ 70 ในกลุ่มที่มีประวัติพ่อแม่เป็นภูมิแพ้ เช่น หืดหอบ ลมพิษ หรือน้ำมูกไหล เพราะแพ้อากาศ แบ่งเป็น 3 ช่วงอายุ คือ<br />
 <br />
 1.<span style="color: #ff6600;">วัยทารก</span> มักพบเป็นผื่นที่แก้ม หรือบริเวณอื่นของใบหน้า หรือตามด้านนอกของแขนขา และลำตัว<br />
 <br />
 2.<span style="color: #ff0000;">วัยเด็ก</span> มักพบผื่นขึ้นตามข้อพับแขนขา ผื่นจะแดงหนา และอาจคันรุนแรงมาก<br />
 <br />
 3.<span style="color: #808000;">วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่</span> ผื่นขึ้นตามข้อพับแขนขา ใบหน้า หัวไหล่ จะมีอาการคันมาก และอาการคันมักกำเริบตอนกลางคืน<br />
 <br />
         ผู้ป่วยโรคผิวหนังอักเสบ ภูมิแพ้ไม่ควรใช้สบู่มาก ไม่ควรนอนแช่ในอ่างอาบน้ำ ไม่ควรอาบน้ำร้อนจัด การเช็ดตัวให้ใช้วิธีซับ ไม่ควรเช็ดหรือถูแรงๆ ไม่ควรใส่เสื้อผ้าขนสัตว์ที่หนา ควรใส่เสื้อผ้าฝ้ายทอโปร่งๆ พยายามระงับสติอารมณ์ อย่าเครียด อย่าเกาบริเวณที่คัน ไม่ควรเลี้ยงสัตว์เลี้ยงที่มีขน เพราะอาจกระตุ้นให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้<br />
 <br />
         สำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ แต่ต้องการเลี้ยงสุนัขนั้น อาจต้องปรึกษาแพทย์ และไม่ควรให้สุนัขเข้าห้องนอน ควรอาบน้ำให้สุนัขทุกสัปดาห์ และไม่ควรใช้พรมปูพื้น เพราะทำความสะอาดยาก </span></p>
<p><span style="font-size: x-small; font-family: MS Sans Serif;">ข้อมูลจาก สมุนไพรดอทคอม</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.psoriasisthai.com/winter-skin-desease/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ยาสำหรับโรคผิวหนังทั่วไป</title>
		<link>http://www.psoriasisthai.com/drugs-for-skin/</link>
		<comments>http://www.psoriasisthai.com/drugs-for-skin/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 21 Jan 2009 04:07:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[บทความที่น่าสนใจอื่นๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.psoriasisthai.com/?p=19</guid>
		<description><![CDATA[1.ยารักษาหิดเหา เบนซิล เบนโซเอต
ในสูตรตำรับประกอบด้วยตัวยาสำคัญ คือ 
Benzyl Benzoate 25 % w/v  
 
สรรพคุณ
รักษาหิด เหา และโลน  
ขนาดและวิธีใช้
เขย่าขวดก่อนใช้ยา สำหรับเด็กเล็กให้แบ่งยา มาเติมน้ำเท่าตัว แล้วผสมให้เข้ากัน
สำหรับรักษาหิด
อาบน้ำให้สะอาด ใช้ผ้าหรือแปรงอ่อนๆ ถูตรงบริเวณที่มีผื่นคัน แล้วทายานี้ให้ทั่วทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง แล้วจึงอาบน้ำ วันรุ่งขึ้นให้ทาซ้ำใหม่อีกครั้ง ตามวิธีเดิม
สำหรับรักษาเหาและโลน
ใส่ยานี้ให้ทั่วศีรษะหรือบริเวณ ที่มีเหาหรือโลน ทิ้งไว้ 1 วัน ถ้าเป็นมากให้ใช้ยา 2 ครั้งต่อวัน วันต่อมาจึงสระให้สะอาด เมื่อครบ 7 วันให้ตรวจดูอีกครั้งหนึ่ง ถ้ายังไม่หาย ให้ใส่ยาซ้ำตามวิธีเดิม  
คำเตือน
ระวังอย่าให้ยาเข้าตา  
การเก็บรักษา
เก็บในที่อุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส และป้องกัน ไม่ให้ถูกแสงแดด  
ขนาดบรรจุ
ขวดสีชา 30 มิลลิลิตร และ 60 มิลลิลิตร
2.ยารักษาหิด ขี้ผึ้งกำมะถัน 
ในสูตรตำรับ ประกอบด้วยตัวยาสำคัญ คือ 
Sublimed Sulphur 10 % w/w  
 
สรรพคุณ
รักษาโรคหิด  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><span style="font-size: medium; color: #0000ff; font-family: Courier New;">1.ยารักษาหิดเหา เบนซิล เบนโซเอต</span></strong></p>
<p><span style="font-family: Courier New;">ในสูตรตำรับประกอบด้วยตัวยาสำคัญ คือ <br />
Benzyl Benzoate 25 % w/v  <br />
 <br />
<span style="text-decoration: underline;">สรรพคุณ</span><br />
รักษาหิด เหา และโลน  </span></p>
<p><span style="font-size: small;"><span style="font-family: Courier New;"><span style="text-decoration: underline;">ขนาดและวิธีใช้</span><br />
เขย่าขวดก่อนใช้ยา สำหรับเด็กเล็กให้แบ่งยา มาเติมน้ำเท่าตัว แล้วผสมให้เข้ากัน</span></span></p>
<p><span style="font-size: small; font-family: Courier New;">สำหรับรักษาหิด<br />
อาบน้ำให้สะอาด ใช้ผ้าหรือแปรงอ่อนๆ ถูตรงบริเวณที่มีผื่นคัน แล้วทายานี้ให้ทั่วทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง แล้วจึงอาบน้ำ วันรุ่งขึ้นให้ทาซ้ำใหม่อีกครั้ง ตามวิธีเดิม</span></p>
<p><span style="font-size: small; font-family: Courier New;">สำหรับรักษาเหาและโลน<br />
ใส่ยานี้ให้ทั่วศีรษะหรือบริเวณ ที่มีเหาหรือโลน ทิ้งไว้ 1 วัน ถ้าเป็นมากให้ใช้ยา 2 ครั้งต่อวัน วันต่อมาจึงสระให้สะอาด เมื่อครบ 7 วันให้ตรวจดูอีกครั้งหนึ่ง ถ้ายังไม่หาย </span><span style="font-size: small; font-family: Courier New;">ให้ใส่ยาซ้ำตามวิธีเดิม  </span></p>
<p><span style="font-size: small; font-family: Courier New;"><span style="text-decoration: underline;">คำเตือน</span><br />
ระวังอย่าให้ยาเข้าตา  </span></p>
<p><span style="font-size: small; font-family: Courier New;"><span style="text-decoration: underline;">การเก็บรักษา</span><br />
เก็บในที่อุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส และป้องกัน ไม่ให้ถูกแสงแดด  </span></p>
<p><span style="font-size: small; font-family: Courier New;"><span style="text-decoration: underline;">ขนาดบรรจุ</span><br />
ขวดสีชา 30 มิลลิลิตร และ 60 มิลลิลิตร</span></p>
<p><span style="font-size: small; font-family: Courier New;"><span style="font-size: medium; color: #0000ff;"><strong>2.ยารักษาหิด ขี้ผึ้งกำมะถัน</strong></span> </span></p>
<p><span style="font-size: small; font-family: Courier New;">ในสูตรตำรับ ประกอบด้วยตัวยาสำคัญ คือ <br />
Sublimed Sulphur 10 % w/w  <br />
 <br />
<span style="text-decoration: underline;">สรรพคุณ</span><br />
รักษาโรคหิด  </span></p>
<p><span style="font-size: small; font-family: Courier New;"><span style="text-decoration: underline;">วิธีใช้</span><br />
ใช้ทาบริเวณที่เป็นหิด วันละ 2-3 ครั้ง </span></p>
<p><span style="font-size: small; font-family: Courier New;"><span style="text-decoration: underline;">คำเตือน</span><br />
ถ้าเกิดอาการระคายเคืองต่อผิวหนังให้หยุดใช้ยา  </span></p>
<p><span style="font-size: small; font-family: Courier New;"><span style="text-decoration: underline;">การเก็บรักษา</span><br />
เก็บในที่อุณหภูมิต่ำกว่า 40 องศาเซลเวียส  </span></p>
<p><span style="font-size: small; font-family: Courier New;"><span style="text-decoration: underline;">ขนาดบรรจุ</span><br />
หลอดละ 5 กรัม และ 15 กรัม <br />
  </span></p>
<p><span style="font-size: medium; color: #0000ff; font-family: Courier New;"><strong>3.ยารักษากลากเกลื้อน น้ำกัดเท้า</strong></span></p>
<p><span style="font-size: small; font-family: Courier New;"> <br />
 ในสูตรตำรับ ประกอบด้วยตัวยาสำคัญ คือ <br />
Benzoic Acid 2.5-6.5 %w/w<br />
Salicylic Acid 3.0-5.0 %w/w  <br />
 <br />
<span style="text-decoration: underline;">สรรพคุณ</span><br />
รักษากลากเกลื้อน และโรคน้ำกัดเท้า  </span></p>
<p><span style="font-size: small; font-family: Courier New;"><span style="text-decoration: underline;">วิธีใช้</span><br />
ใช้ทาบริเวณที่เป็นโรค วันละ 2-3 ครั้ง  </span></p>
<p><span style="font-size: small; font-family: Courier New;"><span style="text-decoration: underline;">คำเตือน</span><br />
ถ้าเกิดอาการระคายเคืองต่อผิวหนังให้หยุดใช้ยา  </span></p>
<p><span style="font-size: small; font-family: Courier New;"><span style="text-decoration: underline;">การเก็บรักษา</span><br />
เก็บในที่อุณหภูมิต่ำกว่า 40 องสาเซลเซียส  </span></p>
<p><span style="font-size: small; font-family: Courier New;"><span style="text-decoration: underline;">ขนาดบรรจุ</span><br />
หลอดละ 5 กรัม และ 15 กรัม  <br />
</span></p>
<p><span style="font-size: medium; color: #0000ff; font-family: Courier New;"><strong>4. ยารักษาโรคผิวหนังเรื้อรัง</strong></span></p>
<p><span style="font-size: small; font-family: Courier New;">ในสูตรตำรับ ประกอบด้วยตัวยาสำคัญ คือ <br />
Coal Tar 1 % w/w  <br />
 <br />
<span style="text-decoration: underline;">สรรพคุณ</span><br />
รักษาโรคผิวหนังเรื้อรังบางชนิด เช่น เรื้อนกวาง ผิวหนังเป็นผื่นคัน  </span></p>
<p><span style="font-size: small; font-family: Courier New;"><span style="text-decoration: underline;">วิธีใช้</span><br />
ใช้ทาบริเวณที่เป็นโรค วันละ 2-3 ครั้ง </span></p>
<p><span style="font-size: small; font-family: Courier New;"><span style="text-decoration: underline;">คำเตือน</span><br />
ถ้าเกิดอาการระคายเคืองต่อผิวหนังให้หยุดใช้ยา  </span></p>
<p><span style="font-size: small; font-family: Courier New;"><span style="text-decoration: underline;">การเก็บรักษา</span><br />
เก็บในที่อุณหภูมิต่ำกว่า 40 องศาเซลเซียส  </span></p>
<p><span style="font-size: small; font-family: Courier New;"><span style="text-decoration: underline;">ขนาดบรรจุ</span><br />
หลอดหรือขวดละ 5 กรัม และ 15 กรัม  <br />
  </span></p>
<p><span style="font-size: small; font-family: Courier New;"><span style="font-size: medium; color: #0000ff;"><strong>5.ยาทาแก้ผดผื่นคัน คาลาไมน์</strong></span> </span></p>
<p><span style="font-size: small; font-family: Courier New;">ในสูตรตำรับ ประกอบด้วยตัวยาสำคัญ คือ <br />
Calamine 8-15 %w/v<br />
Zinc Oxide 3-12 %w/v<br />
 <br />
 <br />
<span style="text-decoration: underline;">สรรพคุณ</span><br />
บรรเทาอาการคันเนื่องจากผดผื่นคัน ลมพิษ  </span></p>
<p><span style="font-size: small; font-family: Courier New;"><span style="text-decoration: underline;">ขนาดและวิธีใช้</span><br />
เขย่าขวดก่อนใช้ยา ทาบริเวณที่เป็นวันละ 3-4 ครั้ง  </span></p>
<p><span style="font-size: small; font-family: Courier New;"><span style="text-decoration: underline;">คำเตือน</span><br />
ห้ามรับประทาน  </span></p>
<p><span style="font-size: small; font-family: Courier New;"><span style="text-decoration: underline;">การเก็บรักษา</span><br />
ป้องกันไม่ให้ถูกแสงแดด </span></p>
<p><span style="font-size: small; font-family: Courier New;"><span style="text-decoration: underline;">ขนาดบรรจุ</span><br />
ขวดละ 60 มิลลิลิตร 120 มิลลิลิตร และ 180 มิลลิลิตร<br />
 </span></p>
<p><span style="font-size: medium; color: #0000ff; font-family: Courier New;"><strong>6.รักษาเกลื้อน โซเดียม ไทโอซัลเฟต</strong></span></p>
<p><span style="font-size: small; font-family: Courier New;"> <br />
ในสูตรตำรับ ประกอบด้วยตัวยาสำคัญ คือ <br />
Sodium Thiosulfate 100 %w/w  <br />
 <br />
<span style="text-decoration: underline;">สรรพคุณ</span><br />
รักษาเกลื้อน  </span></p>
<p><span style="font-size: small; font-family: Courier New;"><span style="text-decoration: underline;">ขนาดวิธีใช้</span><br />
เติมน้ำสะอาดจนถึงคอขวด เขย่าผสมกัน จนตัวยาละลายหมด (จะได้ความเข้มข้นประมาณ 25%) ใช้ทาบริเวณที่เป็นเกลื้อน หลังอาบน้ำ วันละหลายครั้ง  </span></p>
<p><span style="font-size: small; font-family: Courier New;"><span style="text-decoration: underline;">คำเตือน</span><br />
ยาที่ผสมน้ำแล้วควรใช้ภายใน 15 วัน  </span></p>
<p><span style="font-size: small; font-family: Courier New;"><span style="text-decoration: underline;">การเก็บรักษา</span><br />
ป้องกันไม่ให้ถูกแสงแดด  </span></p>
<p><span style="font-size: small; font-family: Courier New;"><span style="text-decoration: underline;">ขนาดบรรจุ</span><br />
ขวดละ 15 กรัม สำหรับผสมน้ำเป็น 60 มิลลิลิตร</span> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.psoriasisthai.com/drugs-for-skin/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ยารับประทานกลุ่ม เรตินอยด์ (Retinoids) ยากลุ่มเรตินอยด์ คืออะไร?</title>
		<link>http://www.psoriasisthai.com/retinoids/</link>
		<comments>http://www.psoriasisthai.com/retinoids/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 04 Sep 2008 17:51:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[การรักษา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.psoriasisthai.com/?p=15</guid>
		<description><![CDATA[วิตามิน เอ เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการแบ่งตัวและเจริญเติบโตของเซลล์เยื่อบุร่างกาย เช่น ผิวหนัง เยื่อบุช่องปาก จึงมีผู้นำวิตามิน เอ มารักษาโรคสะเก็ดเงิน พบว่าไม่ได้ผล ต่อมามีการค้นพบกรดของวิตามิน เอ (Retinoids) พบว่ามีฤทธิ์ในการรักษาผื่นผิวหนังอักเสบของโรคสะเก็ดเงินได้ดี ปัจจุบันสารกลุ่มนี้เรียกว่า Retinoids ซึ่งรวมถึงวิตามิน เอ ด้วย ยารับประทานกลุ่ม Retinoids ที่ใช้รักษาโรคสะเก็ดเงินมี 3 ชนิด คือ Etretinate, Acitretin และ Isotretinoin ในประเทศไทยปัจจุบันนิยมใช้ Acitretin แทน Etretinate เพราะยา Acitretin มีช่วงครึ่งชีวิตสั้นกว่า Etretinate มาก ทำให้หลีกเลี่ยงผลเสียที่จะเกิดกับเด็กในครรภ์ กรณีที่ผู้ป่วยตั้งครรภ์หลังจากหยุดยา
ผู้ป่วยรายใดควรได้รับยา Acitretin หรือ Etretinate?
การพิจารณาให้ Acitretin แก่ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน แพทย์ผู้ดูแลจะเป็นผู้พิจารณาโดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้
ข้อบ่งชี้ในการใช้ยา Acitretin
1. เป็นโรคสะเก็ดเงินที่รุนแรง
2. ผื่นผิวหนังอักเสบของโรคสะเก็ดเงินไม่ตอบสนองต่อยาทา
3. ผื่นผิวหนังอักเสบเป็นมากเกินร้อยละ 20 ของพื้นที่ผิวหนัง
ไม่สามารถใช้ยาทาได้ทั่วถึง
4. ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่เป็นมาก หรือดื้อต่อยาทาและไม่
สามารถมารับการฉายแสงอัลตราไวโอเลต บี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วิตามิน เอ เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการแบ่งตัวและเจริญเติบโตของเซลล์เยื่อบุร่างกาย เช่น ผิวหนัง เยื่อบุช่องปาก จึงมีผู้นำวิตามิน เอ มารักษาโรคสะเก็ดเงิน พบว่าไม่ได้ผล ต่อมามีการค้นพบกรดของวิตามิน เอ (Retinoids) พบว่ามีฤทธิ์ในการรักษาผื่นผิวหนังอักเสบของโรคสะเก็ดเงินได้ดี ปัจจุบันสารกลุ่มนี้เรียกว่า Retinoids ซึ่งรวมถึงวิตามิน เอ ด้วย ยารับประทานกลุ่ม Retinoids ที่ใช้รักษาโรคสะเก็ดเงินมี 3 ชนิด คือ Etretinate, Acitretin และ Isotretinoin ในประเทศไทยปัจจุบันนิยมใช้ Acitretin แทน Etretinate เพราะยา Acitretin มีช่วงครึ่งชีวิตสั้นกว่า Etretinate มาก ทำให้หลีกเลี่ยงผลเสียที่จะเกิดกับเด็กในครรภ์ กรณีที่ผู้ป่วยตั้งครรภ์หลังจากหยุดยา<span id="more-15"></span><br />
ผู้ป่วยรายใดควรได้รับยา Acitretin หรือ Etretinate?<br />
การพิจารณาให้ Acitretin แก่ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน แพทย์ผู้ดูแลจะเป็นผู้พิจารณาโดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้</p>
<p><strong>ข้อบ่งชี้ในการใช้ยา Acitretin</strong><br />
1. เป็นโรคสะเก็ดเงินที่รุนแรง<br />
2. ผื่นผิวหนังอักเสบของโรคสะเก็ดเงินไม่ตอบสนองต่อยาทา<br />
3. ผื่นผิวหนังอักเสบเป็นมากเกินร้อยละ 20 ของพื้นที่ผิวหนัง<br />
ไม่สามารถใช้ยาทาได้ทั่วถึง<br />
4. ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่เป็นมาก หรือดื้อต่อยาทาและไม่<br />
สามารถมารับการฉายแสงอัลตราไวโอเลต บี หรือรับประทานยาPsoralen ร่วมกับการฉายแสงอัลตราไวโอเลต เอ (PUVA = Psoralen + UVA) ได้ เพราะการฉายแสงอัลตราไวโอเลตต้องมารับการฉายแสงที่โรงพยาบาลสัปดาห์ละหลายวัน ผู้ป่วยที่ต้องเรียนหนังสือหรือทำงานจะมีปัญหาเรื่องการลางานหรือหยุดเรียนเพื่อมารับการฉายแสงอัลตราไวโอเลตที่โรงพยาบาล<br />
5. ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่มีตุ่มหนองกระจายทั่วตัว<br />
6. ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่เป็นผื่นแดงลอกทั่วตัว</p>
<p><strong>ขนาดของยาที่ใช้</strong><br />
ขนาดยาที่ใช้คิดตามน้ำหนักตัว 0.25-0.6 มก./กก./วัน</p>
<p><strong>ผลการรักษาด้วยAcitretin เป็นอย่างไร?</strong><br />
ผลการรักษาด้วย Acitretin ในผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินแต่ละรายจะแตกต่างกันขึ้นกับชนิดของผื่นที่ผู้ป่วยเป็น ยา Acitretin สามารถควบคุมผื่นโรคสะเก็ดเงินที่เป็นตุ่มหนองทั่วตัวและผื่นหนาตามฝ่ามือฝ่าเท้า ได้ดี แต่ผื่นของโรคสะเก็ดเงินที่เป็นปื้นหนา (Plaque type psoriasis) จะตอบสนองต่อยา Acitretin ได้ไม่ดี</p>
<p><strong>ข้อควรระวังในการใช้ยา Acitretin</strong><br />
ผลข้างเคียงของยาที่พบเสมอคือริมฝีปากแห้ง แตก ผิวแห้ง คัน ผมร่วงทั่วศีรษะ ผลข้างเคียงต่ออวัยวะภายในพบได้น้อย เช่น ตับอักเสบ กระดูกพรุน การเปลี่ยนแปลงของระดับ Triglyceride, Cholesterol ในเลือด</p>
<p>ในสตรีที่รับประทานยา Acitretin ต้องคุมกำเนิดในระหว่างที่รับประทานยาและต้องคุมกำเนิดต่อเนื่องไปอีกนาน 2 ปี หลังหยุดยาเพราะยานี้สะสมอยู่ที่ไขมันในร่างกาย สามารถทำให้เด็กในครรภ์พิการได้</p>
<p><strong>ยา Cyclosporin ในการรักษาโรคสะเก็ดเงิน</strong><br />
มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นที่แสดงว่าผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินมีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันในส่วนของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T lymphocytes จึงได้มีการศึกษาทดลองใช้ยากดระบบภูมิคุ้มกันมารักษาโรคสะเก็ดเงินและพบว่า Cyclosporin ซึ่งเป็นยากดภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ได้จากเชื้อรา ทำให้โรคสะเก็ดเงินดีขึ้นได้<br />
<strong>กลไกการออกฤทธิ์</strong><br />
ยา Cyclosporin ออกฤทธิ์กดการทำงานของ T lymphocytes ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำให้เกิดการอักเสบที่ผิวหนัง และกระตุ้นเซลล์ผิวหนังให้แบ่งตัวเพิ่มจำนวน ยานี้จึงทำให้ผื่นผิวหนังที่อักเสบและหนาตัวในโรคสะเก็ดเงินดีขึ้น</p>
<p><strong>ข้อบ่งชี้ในการใช้ Cyclosporin รักษาโรคสะ เก็ดเงิน</strong><br />
ใช้ในรายที่ผื่นโรคสะเก็ดเงินที่รุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมากไม่ตอบสนองต่อการรักษาปกติ เช่น ยาทา แสงอัลตราไวโอเลตบี Psoralen ร่วมกับแสงอัลตราไวโอเลตเอ เมโธเทร็กเซท</p>
<p><strong>ขนาดที่ใช้</strong><br />
ขนาดของยา Cyclosorin A เริ่มที่ 3 มก./ กก./ วัน แบ่งให้วันละ 2 ครั้ง ถ้ายังไม่สามารถควบคุมอาการได้ให้พิจารณาเพิ่มขนาดยาทุก 2 สัปดาห์จนถึงขนาด 5 มก./ กก. / วัน เป้าหมายในการใช้ยาไม่ได้อยู่ที่ผื่นหายหมด เมื่อสามารถคุมอาการผื่นได้เป็นส่วนใหญ่ก็ให้ยาต่อไปในขนาดควบคุม 3 มก. / กก. / วัน ไม่ควรใช้ยา Cyclosporin นานกว่า 1 ปี เพราะผลข้างเคียงของยาสัมพันธ์กับขนาด และระยะเวลาที่ใช้ยา โดยเฉพาะพิษต่อไต ความดันโลหิตสูง และมะเร็ง<br />
ข้อห้ามในการใช้ยา Cyclosporin ได้แก่<br />
ผู้ป่วยที่มีไตพิการ โรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ ประวัติเป็นโรคมะเร็งมาก่อน หญิงตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร ผู้ป่วยที่กำลังมีการติดเชื้อโรคอยู่ ผู้มีความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน ผู้ที่มีประวัติแพ้ยา Cyclosporin มาก่อน</p>
<p><strong>ยากดระบบภูมิคุ้มชนิดอื่นๆ (Other immunosuppressive agents)</strong><br />
ความรู้เรื่องยากลุ่มนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนอวัยวะต่างๆ เช่น เปลี่ยนไต หัวใจ ตับ และ ปอด ผู้ป่วยที่เปลี่ยนอวัยวะต้องใช้<br />
ยากดภูมิคุ้มกันตนเองไม่ให้ไปทำลายอวัยวะที่เปลี่ยนใหม่ ยากลุ่มนี้รุ่นแรกๆ คือ Cyclosporin มีฤทธิ์กดการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า T-cell ลิมโฟซัยต์ เป็นเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกันที่ทำหน้าที่ทำลายสิ่งแปลกปลอม เมื่อยากลุ่มนี้กดการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวทำให้อวัยวะที่ได้รับการปลูกถ่ายอยู่ได้นานเพราะระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่ทำลายอวัยวะที่ได้รับใหม่ ปัจจุบันความรู้เรื่องพยาธิกำเนิดของผื่นโรคสะเก็ดเงินพบหลักฐานว่าเกิดจากการทำงานระบบภูมิคุ้มกันชนิดพึ่งเซลล์ผิดปกติ T-cell ลิมโฟซัยต์จะเคลื่อนเข้ามาที่หนังแท้และหนังกำพร้าทำให้เกิดการอักเสบและทำให้หนังกำพร้าแบ่งตัวเพิ่มมากผิดปกติ หลอดเลือดแดงในหนังแท้ขยายตัวเกิดผื่นแดง T-cell ลิมโฟซัยต์เข้ามาอยู่รอบหลอดเลือด หลั่งสารเคมีหลายชนิดทำให้เกิดการอักเสบในชั้นหนังแท้ จากความรู้นี้จึงมีการนำยากดระบบภูมิคุ้มกัน มารักษาโรคสะเก็ดเงินชนิดรุนแรง พบว่าได้ผลดี ยากลุ่มนี้มีทั้งชนิด รับประทาน ฉีด และทา ปัจจุบันมียากดภูมิคุ้มกันที่ยังอยู่ในระยะศึกษาทดลองหลายชนิดจึงไม่ขอกล่าวถึงในรายละเอียด จะให้เฉพาะชื่อยาไว้เพื่อผู้สนใจไปค้นคว้าเพิ่มเติม<br />
1. Cyclosporin<br />
2. Mycophenolate mofetil<br />
3. Tacrolimus<br />
4. Ascomycin<br />
5. Sirolimus<br />
6. Monoclonal antibodies ชนิดต่างๆ<br />
7. Cytokines<br />
8. Fusion proteins<br />
9. Anti-metabolite</p>
<p>ขอบคุณข้อมูลจาก ตจวิทยา มหาวิทยาลัยมหิดล : http://www.si.mahidol.ac.th/project/psoria/index.asp</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.psoriasisthai.com/retinoids/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ยารับประทาน Methotrexate (MTX)</title>
		<link>http://www.psoriasisthai.com/methotrexate/</link>
		<comments>http://www.psoriasisthai.com/methotrexate/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 04 Sep 2008 17:46:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[การรักษา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.psoriasisthai.com/?p=14</guid>
		<description><![CDATA[ยารับประทาน Methotrexate (MTX) 
เป็นยาต้านการเมตาบอไลต์ของเซลล์ ออกฤทธิ์ต้านการทำงานของเอนไซม์ Dihydrofolate reductase ที่ใช้ในการสร้าง DNA ของเซลล์เมื่อยาเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เซลล์ผิวหนังแบ่งตัวช้าลง ทำให้ผื่นของโรคสะเก็ดเงินยุบลง ยายังกดการทำงานของเซลล์อื่นๆ ในร่างกายที่แบ่งตัวเร็ว เช่น เซลล์ไขกระดูก ยามีทั้งรูปรับประทานและฉีด เมื่อยาเข้าสู่ร่างกายจะกระจายไปที่เซลล์ตับและไต จึงมีผลต่อเซลล์ตับและไต
ข้อบ่งชี้ในการใช้ยา MTX 
ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ยารับประทาน MTX คือ ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่มีลักษณะดังนี้
1. ผื่นเป็นมากเกินร้อยละ 20 ของผื่นที่ผิวหนังหรือเป็น
รุนแรง
2. ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่ผื่นผิวหนังอักเสบ ไม่ตอบสนองต่อยาทา หรือผื่นของโรคเป็นในตำแหน่งที่ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถออกสังคมได้ หรือผื่นของโรคสะเก็ดเงินทำให้ผู้ป่วยมีความพิการไม่สามารถทำงานได้ เช่นเป็นมากที่มือ เท้า หรือทำให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทางจิตใจอย่างมาก
3. ผื่นของโรคสะเก็ดเงินที่ควรได้รับยา MTX คือ ผื่นแดงลอกทั้งตัว (Erythroderma), ตุ่มหนองทั้งตัว (Acute pustular psoriasis of Von Zumbusch) ตุ่มหนองเฉพาะที่ ที่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตตามปกติของผู้ป่วย
ข้อห้ามในการใช้ยา MTX
1. หญิงตั้งครรภ์
2. ผู้ป่วยโรคตับหรือโรคไตที่การทำงานของอวัยวะทั้ง 2 เสื่อมลง
3. ผู้ป่วยที่ซีด เม็ดเลือดขาวและเกร็ดเลือดต่ำกว่าปกติ
4. ผู้ป่วยโรคกระเพาะที่รุนแรงหรือเป็นๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ยารับประทาน Methotrexate (MTX) </strong><br />
เป็นยาต้านการเมตาบอไลต์ของเซลล์ ออกฤทธิ์ต้านการทำงานของเอนไซม์ Dihydrofolate reductase ที่ใช้ในการสร้าง DNA ของเซลล์เมื่อยาเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เซลล์ผิวหนังแบ่งตัวช้าลง ทำให้ผื่นของโรคสะเก็ดเงินยุบลง ยายังกดการทำงานของเซลล์อื่นๆ ในร่างกายที่แบ่งตัวเร็ว เช่น เซลล์ไขกระดูก ยามีทั้งรูปรับประทานและฉีด เมื่อยาเข้าสู่ร่างกายจะกระจายไปที่เซลล์ตับและไต จึงมีผลต่อเซลล์ตับและไต<span id="more-14"></span></p>
<p><strong>ข้อบ่งชี้ในการใช้ยา MTX </strong><br />
ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ยารับประทาน MTX คือ ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่มีลักษณะดังนี้<br />
1. ผื่นเป็นมากเกินร้อยละ 20 ของผื่นที่ผิวหนังหรือเป็น<br />
รุนแรง<br />
2. ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่ผื่นผิวหนังอักเสบ ไม่ตอบสนองต่อยาทา หรือผื่นของโรคเป็นในตำแหน่งที่ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถออกสังคมได้ หรือผื่นของโรคสะเก็ดเงินทำให้ผู้ป่วยมีความพิการไม่สามารถทำงานได้ เช่นเป็นมากที่มือ เท้า หรือทำให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทางจิตใจอย่างมาก<br />
3. ผื่นของโรคสะเก็ดเงินที่ควรได้รับยา MTX คือ ผื่นแดงลอกทั้งตัว (Erythroderma), ตุ่มหนองทั้งตัว (Acute pustular psoriasis of Von Zumbusch) ตุ่มหนองเฉพาะที่ ที่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตตามปกติของผู้ป่วย</p>
<p><strong>ข้อห้ามในการใช้ยา MTX</strong><br />
1. หญิงตั้งครรภ์<br />
2. ผู้ป่วยโรคตับหรือโรคไตที่การทำงานของอวัยวะทั้ง 2 เสื่อมลง<br />
3. ผู้ป่วยที่ซีด เม็ดเลือดขาวและเกร็ดเลือดต่ำกว่าปกติ<br />
4. ผู้ป่วยโรคกระเพาะที่รุนแรงหรือเป็นๆ หายๆ<br />
5. โรคตับแข็ง<br />
6. ผู้ป่วยที่ดื่มเหล้ามาก<br />
7. ผู้ป่วยทั้งหญิงและชายที่ได้รับยา MTX ต้องไม่มีบุตรใน ระหว่างที่รับประทานยาหรืออย่างน้อยต้องหลังจากหยุดยา MTX 12 สัปดาห์<br />
8. ผู้ป่วยที่เป็นโรคติดเชื้อระยะรุนแรง เช่น วัณโรค กรวยไตอักเสบ<br />
9. ผู้ป่วยที่ไม่ปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำหรืออ่อนด้อยทางปัญญา</p>
<p><strong>การตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ควรทำก่อนได้รับ MTX</strong><br />
ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินทุกรายที่จะได้รับ MTX ควรได้รับการซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด และควรตรวจทางห้องปฏิบัติการดังนี้<br />
1. ตรวจเลือดดูความเข้มของเม็ดเลือดแดง จำนวนเม็ดเลือดขาว และเกร็ดเลือด<br />
2. ตรวจดูหน้าที่ของไต โดยการตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือดดูระดับ Creatinine, Uric acid<br />
3. เจาะเลือดดูหน้าที่ของตับ เช่น Serum bilirubin, SGOT, SGPT และ Alkaline phosphatase<br />
4. ถ่ายภาพรังสีทรวงอก<br />
5. การเจาะตับเพื่อตรวจดูพยาธิสภาพอาจต้องทำในผู้ป่วยบางรายหรือในผู้ป่วยที่ได้รับยา MTX 1.5-2 กรัม ไปแล้ว</p>
<p><strong>ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่ได้รับ MTX ควรได้รับคำชี้แจงและอธิบายอยู่เสมอๆ ดังนี้</strong><br />
1. ผู้ป่วยทั้งหญิงและชายที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ควรต้องคุมกำเนิด เมื่อหยุดยา MTX ควรเว้นช่วงอย่างน้อย 12 สัปดาห์ ก่อนจะเลิกคุมกำเนิดและสามารถมีบุตรได้<br />
2. อย่ารับประทานยาอื่นๆเพิ่มเติมโดยไม่แจ้งกับแพทย์ผู้ดูแลตรวจเพราะยาที่ได้รับประทานใหม่อาจมีปฏิกิริยากับยา MTX และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้<br />
3. งดเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ (เหล้า เบียร์ ไวน์) เพราะยา MTX และแอลกอฮอล์ จะทำลายตับของผู้ป่วยทำให้เกิดตับอักเสบ<br />
4. ให้รับประทานยาตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด<br />
5. รับประทาน MTX สัปดาห์ละครั้ง หรือ 3 มื้อ ไม่ใช่รับประทานทุกวันติดต่อกัน<br />
6. ให้ติดต่อกับแพทย์ผู้ดูแลทันทีกรณีที่สงสัยว่าจะรับประทานยาเกินขนาด<br />
7. ถ้ามีอาการ เจ็บคอ เป็นไข้ ไอ หรือหายใจไม่ออกให้ไปพบแพทย์และแจ้งให้ทราบว่ารับประทานยา MTX อยู่<br />
8. รายงานแพทย์ผู้ดูแลและแพทย์คนอื่นๆ ที่รักษาว่ากำลัง รับประทาน MTX อยู่ เมื่อสงสัยว่าเกิดผลข้างเคียงของยา<br />
9. หยุดรับประทานยา MTX เมื่อมีอาการที่สงสัยจะเป็นโรคติดเชื้อ เช่น ไข้หวัด ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ปอดอักเสบ<br />
10.อย่านำ MTX ของท่านไปให้ผู้ป่วยอื่นรับประทาน<br />
หลังจากผู้ป่วยได้ MTX ต้องติดตามตรวจเลือดทุกสัปดาห์ 1-4 สัปดาห์ ตรวจหน้าที่ของตับและไตทุก 1-4 เดือน ถ่ายภาพรังสีทรวงอกปีละ 1 ครั้ง</p>
<p><strong>ผลข้างเคียงของยา MTX</strong><br />
1. ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือ อาการคลื่นไส้ ไม่สบายในช่องปาก<br />
2. ผลข้างเคียงที่รุนแรง คือ ไขกระดูกไม่ทำงาน ทำให้เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวและ/หรือเกร็ดเลือดต่ำ ทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อง่าย อาจถึงเสียชีวิต ผลข้างเคียงทางด้านโลหิตวิทยา พบบ่อยในสัปดาห์แรก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ<br />
3. ตับอักเสบจากยาหรือตับแข็ง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่อ้วน เป็นเบาหวานหรือผู้ป่วยที่ดื่มเหล้า<br />
ผลการรักษาด้วยยา MTX ผื่นผิวหนังอักเสบในโรคสะเก็ดเงินตอบสนองต่อยา MTX ไม่เหมือนกัน ผื่นผิวหนังอักเสบชนิดปื้นหนาที่ดื้อต่อยาทา เมื่อให้ยารับประทาน MTX ร้อยละ 80-90 ของผู้ป่วยผื่นยุบลง ร้อยละ 50 จึงอาจต้องใช้ยาทากลุ่มสตีรอยด์ น้ำมันดินหรือ Calcipotriol ร่วมด้วยเพื่อควบคุมอาการทางผิวหนังได้ดีขึ้น MTX สามารถควบคุมโรคสะเก็ดเงินชนิดตุ่มหนองทั่วตัวได้ถึงร้อยละ 79 ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่มีอาการปวดข้อ ยาMTX ควบคุมอาการของโรคได้ประมาณ 1/3 - 1/2 ของผู้ป่วย เมื่อควบคุมอาการของโรคได้แล้วผู้ป่วยยังต้องรับประทานยาต่อไปอีกระยะหนึ่ง แพทย์ผู้ดูแลจะลดขนาดยาลงให้เหลือน้อยที่สุดที่ยังสามารถควบคุมอาการของโรคได้ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงผลอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.psoriasisthai.com/methotrexate/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ยาทารักษาโรคสะเก็ดเงิน</title>
		<link>http://www.psoriasisthai.com/psoriasis_treat_product/</link>
		<comments>http://www.psoriasisthai.com/psoriasis_treat_product/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 04 Sep 2008 17:43:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[การรักษา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.psoriasisthai.com/?p=13</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อเกิดผื่นแดงที่ผิวหนังของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน อาการที่พบร่วมด้วยคือ แสบร้อนหรือคัน แพทย์มีหน้าที่เลือกใช้ยาหรือแสงอัลตราไวโอเลตเพื่อควบคุมผื่นผิวหนังอักเสบ ยาที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยมี 3 กลุ่ม คือ ยาทา ยารับประทาน และยาฉีดโดยมีหลักในการพิจารณาคือ ถ้าผื่นผิวหนังอักเสบไม่เกินร้อยละ 20 ของพื้นผิวของร่างกายให้เลือกใช้ยาทาก่อน ถ้าผื่นผิวหนังอักเสบเกินร้อยละ 20 ของพื้นผิวของร่างกายให้ใช้ยารับประทาน หรือฉายแสงอัลตราไวโอเลต ยาทาที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีดังต่อไปนี้
ยาทาสตีรอยด์ 
เป็นยาที่ใช้รักษาผื่นโรคสะเก็ดเงินบ่อยที่สุด ยาทาสตีรอยด์อาจอยู่ในรูปครีม ขี้ผึ้ง เจลหรือสารละลาย (Solution) การเลือกใช้ยาทาสตีรอยด์ชนิดใด ในรูปใดมีหลักพิจารณาดังนี้
ผื่นหนา เป็นตามแขนขา มือหรือเท้าใช้ยาทาสตีรอยด์ฤทธิ์แรงในรูปขี้ผึ้ง
ผื่นบางหรือเป็นบริเวณหน้า ข้อพับต่างๆ ใช้ยาทาสตีรอยด์ฤทธิ์อ่อนหรือแรงปานกลาง ควรเลือกยาทาสตีรอยด์รูปครีมไม่ควรใช้ในรูปขี้ผึ้งเพราะมีฤทธิ์แรงเกินไปและเหนียวเหนอะหนะ
ผื่นที่ศีรษะหนาให้ใช้ยาทาสตีรอยด์ฤทธิ์แรงในรูปครีมเหลวหรือครีมน้ำนม(Milky lotion) ถ้าผื่นที่ศีรษะมีลักษณะบางใช้ยาทาสตีรอยด์รูปน้ำ(Solution) จะซึมเข้าถึงหนังศีรษะได้ดียาทาสตีรอยด์รูปขี้ผึ้งไม่เหมาะกับหนังศีรษะเพราะเหนอะหนะ และทาให้ถึงหนังศีรษะได้ยากเพราะติดเส้นผม
ข้อดีของยาทาสตีรอยด์ คือ ทำให้ผื่นยุบได้เร็ว ใช้ง่าย หาซื้อได้ทั่วๆ ไป
ข้อด้อยของยาทาสตีรอยด์ 
เมื่อใช้ทานานๆจะเกิดภาวะดื้อยา เมื่อผื่นยุบลงถ้าหยุดยาทันทีผื่นมักกลับเป็นใหม่ได้เร็วและรุนแรงขึ้น อาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราแทรกซ้อนได้ง่าย การใช้ยาทาสตีรอยด์ที่มีฤทธิ์แรงเป็นเวลานานๆ ยาจะถูกดูดซึมได้มาก และกดการทำงานของต่อมหมวกไต มีผลต่ออวัยวะอื่นๆ ของร่างกายเหมือนกับการรับประทานยาสตีรอยด์ โดยเฉพาะในผู้ป่วยเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีผื่นผิวหนังอักเสบเป็นพื้นที่กว้าง หรือมีผื่นในบริเวณข้อพับ หน้าและบริเวณอวัยวะเพศ การใช้ยาสตีรอยด์จึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ผู้ป่วยไม่ควรซื้อยาทาเองโดยไม่มีความรู้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเกิดผื่นแดงที่ผิวหนังของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน อาการที่พบร่วมด้วยคือ แสบร้อนหรือคัน แพทย์มีหน้าที่เลือกใช้ยาหรือแสงอัลตราไวโอเลตเพื่อควบคุมผื่นผิวหนังอักเสบ ยาที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยมี 3 กลุ่ม คือ ยาทา ยารับประทาน และยาฉีดโดยมีหลักในการพิจารณาคือ ถ้าผื่นผิวหนังอักเสบไม่เกินร้อยละ 20 ของพื้นผิวของร่างกายให้เลือกใช้ยาทาก่อน ถ้าผื่นผิวหนังอักเสบเกินร้อยละ 20 ของพื้นผิวของร่างกายให้ใช้ยารับประทาน หรือฉายแสงอัลตราไวโอเลต ยาทาที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีดังต่อไปนี้<span id="more-13"></span></p>
<p><strong>ยาทาสตีรอยด์ </strong><br />
เป็นยาที่ใช้รักษาผื่นโรคสะเก็ดเงินบ่อยที่สุด ยาทาสตีรอยด์อาจอยู่ในรูปครีม ขี้ผึ้ง เจลหรือสารละลาย (Solution) การเลือกใช้ยาทาสตีรอยด์ชนิดใด ในรูปใดมีหลักพิจารณาดังนี้<br />
ผื่นหนา เป็นตามแขนขา มือหรือเท้าใช้ยาทาสตีรอยด์ฤทธิ์แรงในรูปขี้ผึ้ง</p>
<p>ผื่นบางหรือเป็นบริเวณหน้า ข้อพับต่างๆ ใช้ยาทาสตีรอยด์ฤทธิ์อ่อนหรือแรงปานกลาง ควรเลือกยาทาสตีรอยด์รูปครีมไม่ควรใช้ในรูปขี้ผึ้งเพราะมีฤทธิ์แรงเกินไปและเหนียวเหนอะหนะ</p>
<p>ผื่นที่ศีรษะหนาให้ใช้ยาทาสตีรอยด์ฤทธิ์แรงในรูปครีมเหลวหรือครีมน้ำนม(Milky lotion) ถ้าผื่นที่ศีรษะมีลักษณะบางใช้ยาทาสตีรอยด์รูปน้ำ(Solution) จะซึมเข้าถึงหนังศีรษะได้ดียาทาสตีรอยด์รูปขี้ผึ้งไม่เหมาะกับหนังศีรษะเพราะเหนอะหนะ และทาให้ถึงหนังศีรษะได้ยากเพราะติดเส้นผม<br />
<strong>ข้อดีของยาทาสตีรอยด์ </strong>คือ ทำให้ผื่นยุบได้เร็ว ใช้ง่าย หาซื้อได้ทั่วๆ ไป</p>
<p><strong>ข้อด้อยของยาทาสตีรอยด์ </strong><br />
เมื่อใช้ทานานๆจะเกิดภาวะดื้อยา เมื่อผื่นยุบลงถ้าหยุดยาทันทีผื่นมักกลับเป็นใหม่ได้เร็วและรุนแรงขึ้น อาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราแทรกซ้อนได้ง่าย การใช้ยาทาสตีรอยด์ที่มีฤทธิ์แรงเป็นเวลานานๆ ยาจะถูกดูดซึมได้มาก และกดการทำงานของต่อมหมวกไต มีผลต่ออวัยวะอื่นๆ ของร่างกายเหมือนกับการรับประทานยาสตีรอยด์ โดยเฉพาะในผู้ป่วยเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีผื่นผิวหนังอักเสบเป็นพื้นที่กว้าง หรือมีผื่นในบริเวณข้อพับ หน้าและบริเวณอวัยวะเพศ การใช้ยาสตีรอยด์จึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ผู้ป่วยไม่ควรซื้อยาทาเองโดยไม่มีความรู้ เพราะจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี</p>
<p><strong>ยาสตีรอยด์ชนิดรับประทานและฉีดเป็นข้อห้ามใช้ในโรคสะเก็ดเงิน </strong><br />
เพราะจะทำให้โรครุนแรงขึ้นจนกลายเป็นโรคสะเก็ดเงินชนิดตุ่มหนองหรือโรคสะเก็ดเงินชนิดผื่นแดงทั่วตัว ยา<br />
สตีรอยด์ชนิดรับประทานจะทำให้ผื่นดีขึ้นในระยะแรกที่เริ่มรับประทานเท่านั้นเมื่อรับประทานไปนานๆหรือหยุดยาเมื่อผื่นดีขึ้น โรคสะเก็ดเงินจะกำเริบกลับขึ้นมาใหม่และมักจะรุนแรงมากกว่าเดิม ผู้ป่วยและญาติจึงควรระมัดระวังไม่ไปซื้อยารับประทานเองเพราะยาแก้แพ้ชนิดรับประทานที่ร้านขายยาจัดให้หรือแม้แต่ยาหม้อ ยาลูกกลอนยาจีน ยาสมุนไพรต่างๆ ก็อาจมียาสตีรอยด์ผสมอยู่</p>
<p><strong>ยาทากลุ่มน้ำมันดิน </strong><br />
(Crude coal tar or wood tars) เป็นสารเคมีพวก Hydrocarbon ที่ได้มาจากธรรมชาติ เช่น ถ่านหิน หรือต้นไม้ที่ตายทับถมกันมานาน สารเคมีเหล่านี้มีฤทธิ์ทำให้ผื่นของโรคสะเก็ดเงินหายได้ กลไกการออกฤทธิ์ของยานี้ยังไม่ทราบแน่ ปัจจุบันน้ำมันดินที่ใช้ในการรักษาโรคสะเก็ดเงินมีหลายรูปแบบและมีข้อบ่งชี้ในการใช้ยาดังนี้<br />
แชมพูผสมน้ำมันดิน (Tar shampoo) บางครั้งมีการผสม Salicylic acidในแชมพูที่มีน้ำมันดิน เพื่อช่วยลอกสะเก็ดหนาบนศีรษะ น้ำมันดินที่ผสมอยู่ในแชมพู ใช้ในการรักษาโรคสะเก็ดเงินของหนังศีรษะและโรคขี้รังแคทั่วๆไปได้ด้วยน้ำมันดินผสมอยู่ใน Petrolatum ในความเข้มข้นร้อยละ 2-5 ใช้รักษาผื่นโรคสะเก็ดเงินที่หนาได้ผลดี โดยเฉพาะผื่นหนาที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า<br />
<strong>ข้อดีของยากลุ่มน้ำมันดิน </strong><br />
คือเมื่อยาออกฤทธิ์ทำให้ผื่น หรือ ปื้น ผิวหนังอักเสบ สงบลง เมื่อผื่นผิวหนัง อักเสบสงบลงมักสงบไปได้ยาวนาน การกลับเป็นซ้ำใหม่เกิดได้แต่ช้ากว่าเมื่อใช้ยาทาสตีรอยด์</p>
<p><strong>ข้อด้อยของยากลุ่มน้ำมันดิน </strong><br />
ยานี้ไม่มีบริษัทผลิตสำเร็จรูปขายในห้องตลาดเมืองไทย จะหาซื้อยานี้ได้จากโรงพยาบาลใหญ่ๆทั่วไป ยกเว้น แชมพูผสมน้ำมันดินที่มีผู้ผลิตออกขายในท้องตลาดหลายบริษัท ครีมที่ผสมน้ำมันดิน มีสีและกลิ่นไม่น่าใช้ ผู้ป่วยบางรายทนกลิ่นยาไม่ได้ ข้อด้อยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ยาออกฤทธิ์ช้าไม่ทันใจผู้ป่วยและญาติ ดังนั้นผู้ที่ใช้ยาทากลุ่มนี้จึงต้องให้เวลานานเป็นสัปดาห์ก่อนที่จะเห็นผลของยา ตำแหน่งที่ไม่ควรใช้ยากลุ่มน้ำมันดินคือ บริเวณหน้า และอวัยวะเพศ เพราะผิวหนังบริเวณนี้บาง เกิดการระคายเคืองได้ง่าย</p>
<p><strong>ยากลุ่มแอนทราลินหรือดิทรานอล </strong><br />
(Anthralin or Dithranol)<br />
แอนทราลิน เป็นสารเคมีกลุ่ม Hydroxyanthrones สกัดจากผลไม้ประเภทถั่ว (Legume) ที่เรียกว่า Vouacopoura araroba พบในทวีปอเมริกาใต้และเอเชียใต้ สารสกัดจากพืชชนิดนี้มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา ต่อมาพบว่ามีฤทธิ์รักษาโรคสะเก็ดเงิน สารในกลุ่มนี้ชนิดแรกที่นำมารักษาโรคสะเก็ดเงินคือ Chrysarobin ต่อมาบริษัท Bayer ในประเทศเยอรมันได้สังเคราะห์สารชนิดหนึ่งที่มีสารโครงสร้างคล้าย Chrysarobin เรียกว่า Cignolin มีฤทธิ์ในการรักษาโรคสะเก็ดเงินได้ผลดี ประเทศแถบยุโรป เรียก Cignolin ว่า Dithranol ประเทศสหรัฐอเมริกาเรียกว่า Anthralin</p>
<p><strong>กลไกการออกฤทธิ์ </strong><br />
กลไกการออกฤทธิ์ยังไม่เป็นที่เข้าใจกันอย่างชัดเจน ยามีฤทธิ์กดการสร้าง mitochondrial DNA ลดการหมุนเวียนของเซลล์ จึงมีฤทธิ์กดการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนัง นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์กดการอักเสบโดยห้ามการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว(Neutrophil,Monocyte) ยานี้จึงใช้ได้ผลดีในผื่นของโรคสะเก็ดเงิน ยาแอนทราลิน มีใช้กันอยู่ในรูปขี้ผึ้ง ครีมหรือ zinc paste ความ เข้มข้นร้อยละ 0.05-4 เนื่องจากยานี้ระคายผิวหนังมากไม่ควรใช้ยาชนิดนี้ที่บริเวณหน้า ข้อพับต่างๆ การทายาต้องระมัดระวังไม่ให้ถูกผิวหนังปกติ นอกจากนี้ยายังเปรอะเปื้อนเสื้อผ้า ผ้าปูที่นอนและล้างออกยาก ปัจจุบันมีบริษัทได้ผลิตยาแอนทราลินละลายในครีมไขมันที่เป็นของแข็งในอุณหภูมิห้องเมื่อทาลงบนผิวหนังครีมนี้จะปล่อยยาแอนทราลินออกสู่ผิวหนัง ครีมชนิดนี้สามารถล้างน้ำออกได้ง่าย เทคนิคการทายาแอนทราลินให้เกิดผลข้างเคียงน้อย คือ ใช้ยาในรูปที่ละลายน้ำ (Water soluble vehicle) ทาบนผื่นสะเก็ดเงินทิ้งไว้นาน 10-30 นาทีแล้วล้างออก ถ้าไม่พบอาการระคายเคืองก็ค่อยๆเพิ่มเวลาทายาครีมแอนทราลินให้นานออก เทคนิคนี้ช่วยลดผลข้างเคียงของยาแอนทราลินได้ ช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้น ปัจจุบันมีบริษัทนำเข้ายาครีมแอนทราลินมาจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว ผลการรักษาด้วยยานี้ใช้เวลานานกว่ายาสตีรอยด์ ราคายาสูง แต่ยานี้ใช้ได้ผลดีกับปื้นผิวหนังอักเสบของโรคสะเก็ดเงินที่หนาๆ</p>
<p><strong>ข้อบ่งชี้ในการใช้ยาแอนทราลิน มีดังนี้</strong><br />
ผื่นโรคสะเก็ดเงินที่เป็นปื้นหนา (Stable chronic plaque type of psoriasis) ปื้นหนาของโรคสะเก็ดเงินที่ศีรษะ<br />
การใช้ยาครีมแอนทราลินควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และพยาบาลที่มีความรู้เรื่องยา</p>
<p><strong>ข้อควรระวังในการใช้ยาทาแอนทราลิน </strong><br />
ไม่ควรใช้กับผื่นโรคสะเก็ดเงินที่แดงและมีน้ำเหลืองเพราะยามีฤทธิ์ระคายเคืองอาจทำให้โรคกำเริบกลายเป็นโรคสะเก็ดเงินชนิดตุ่มหนองกระจายทั่วตัว<br />
ไม่ควรใช้กับผื่นโรคสะเก็ดเงินบริเวณ หน้า คอ ข้อพับ ขาหนีบ อวัยวะเพศ เพราะเกิดการระคายเคืองได้ง่าย<br />
ไม่ใช้กับผู้ที่มีประวัติแพ้ยาแอนทราลิน</p>
<p><strong>Salicylic acid</strong><br />
เป็นกรดผสมอยู่ในครีมหรือขี้ผึ้งมีฤทธิ์ช่วยลอกสะเก็ด ขุย บนผื่นสะเก็ดเงิน ความเข้มข้นที่มีใช้อยู่ในรูปครีมSalicylic 2-5%หรือขี้ผึ้ง 5-10% ใช้ทาผื่นสะเก็ดเงินที่หนาๆ จะช่วยลดขุยและลอกสะเก็ดบนผื่นของโรคสะเก็ดเงินช่วยให้ยาทาชนิดอื่นซึมผ่านเข้าผิวหนังได้ดี ยานี้เหมาะที่จะใช้ในบริเวณศีรษะ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ที่ผื่นหนามาก ไม่ควรใช้บริเวณข้อพับและในเด็ก เพราะกรด Salicylic อาจทำให้เกิดอาการระคายเคือง หรือถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจนเกิดพิษ</p>
<p><strong>ยาทากลุ่มอนุพันธุ์ของวิตามิน ดี3 (Calcipotriol) </strong><br />
เป็นสารในกลุ่มวิตามิน D3 ออกฤทธิ์เหมือน ๆ กัน Calcipotriol มีทั้งในรูปครีม ขี้ผึ้ง หรือ Solution เป็นสารที่ไม่มีสีหรือกลิ่นเหม็น จึงแก้ปัญหาของ ยากลุ่มน้ำมันดินและแอนทราลินไปได้<br />
<strong>กลไกการออกฤทธิ์</strong><br />
สารในกลุ่มวิตามิน D3, Calcipotriol ออกฤทธิ์กดการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังและทำให้เซลล์ผิวหนังเจริญสมบูรณ์ (Terminal differentiation) นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยลดการสร้างสารสื่อกลาง(Chemical mediator)<br />
<strong>ข้อบ่งชี้ในการใช้ยาทา Calcipotriol มีดังนี้</strong><br />
ใช้ทาผื่นของโรคสะเก็ดเงินชนิดปื้นหนาโดยทาวันละ 2 ครั้ง ไม่ควรใช้ยานี้ในรูปขี้ผึ้งที่บริเวณใบหน้า ข้อพับ เพราะเหนอะหนะ และระคายเคืองผิวหนังง่าย ควรเลือกใช้ยา Calcipotriolในรูปครีมจะช่วยลดผลข้างเคียงดังกล่าวได้ ผลการรักษาที่ชัดเจนใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ แพทย์จึงควรต้องอธิบายให้ผู้ป่วยทราบก่อนใช้ จำนวนยาที่ใช้ไม่ควรเกิน 100 กรัม/สัปดาห์<br />
ใช้รักษาโรคสะเก็ดเงินของหนังศีรษะ มีการศึกษาทดลองใช้ Calcipotriol solution รักษาโรคสะเก็ดเงินที่หนังศีรษะพบว่าได้ผลในบางราย รายที่ผื่นบนศีรษะมีสะเก็ดหนามากควรต้องลอกสะเก็ดออกก่อนโดยการหมักหนังศีรษะด้วยน้ำมันมะกอก หรือใช้กรด Salicylic รูปครีม หรือขี้ผึ้งทาลอกสะเก็ดที่หนังศีรษะก่อนทา Calcipotriol<br />
<strong>ข้อควรระวังในการใช้ยา Calcipotriol</strong><br />
ข้อควรระวังคือยานี้ทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวหนังปกติที่อยู่รอบๆ ผื่น หรือทำให้ผื่นแดงขึ้นได้ จึงควรแนะนำผู้ป่วยให้หยุด ลดจำนวนครั้งที่ทายา หรือทายาให้บางลง เมื่อเกิดอาการแดงขึ้นภายหลังจากที่ทายา เมื่อลดจำนวนครั้งที่ทาหรือลดจำนวนยาทาที่ใช้แล้วยังมีอาการแดง แสบ ระคายเคืองที่ผื่นก็ควรเปลี่ยนไปใช้ยาทาชนิดอื่น ปัญหาสำคัญของยา Calcipotriol อีกอย่างหนึ่งคือราคายาค่อนข้างสูง</p>
<p><strong>ยาทากลุ่มเรตินอล </strong><br />
เป็นที่ทราบกันดีว่าวิตามินเอมีบทบาทในการเจริญเติบโตและแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังจึงมีการศึกษาทดลองและนำวิตามินเอตามธรรมชาติมาใช้รักษาโรคผิวหนังที่มีสะเก็ดหนา พบว่าผลข้างเคียงของยาในรูปรับประทานสูง ต่อมาจึงมีการสังเคราะห์ยากลุ่มอนุพันธุ์วิตามินเอขึ้นมีทั้งในรูปรับประทานและทาเฉพาะที่ ได้มีการนำยากลุ่มอนุพันธุ์วิตามินเอ มาใช้ในการรักษาโรคผิวหนังหลายชนิดเช่น สิว ฝ่ามือฝ่าเท้าหนา รวมทั้งโรคสะเก็ดเงินด้วย ยาทากลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ (Retinol) เริ่มมีการศึกษาและนำมาใช้รักษาผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินบ้างแล้ว ผลการรักษายังอยู่ในระยะศึกษาทดลอง และยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทยจึงจะไม่กล่าวถึงในรายละเอียดในที่นี้ ยานี้มีชื่อว่า Tazarotene สำหรับยาอนุพันธุ์วิตามินเอในรูปรับประทานมีการนำมาใช้รักษาโรคสะเก็ดเงินมานานจะได้กล่าวถึงต่อไปในหัวข้อยารับประทาน</p>
<p><strong>ยาทาให้ผิวชุ่มชื้น (Emollients)</strong><br />
ผื่นผิวหนังอักเสบของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินจะไวต่อปัจจัยกระตุ้นภายนอกมากเปรียบเหมือนกับคนที่กำลังโกรธถ้ามีอะไรมากระทบจะเกิดอาการอาละวาดฟาดหางกับผู้ที่อยู่ใกล้เคียง ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่ผื่นของโรคกำลังอักเสบแดง นอกจากการใช้ยาทารักษาอาการอักเสบของผิวหนังแล้ว ควรทายาเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนังบ่อยๆด้วยเพื่อเป็นการช่วยลดอาการระคายเคือง และลดการอักเสบของผื่นผิวหนังลงไปได้อีกทางหนึ่ง</p>
<p><strong>ยารับประทาน</strong><br />
ยารับประทาน ที่ใช้รักษาโรคสะเก็ดเงิน มี 4 กลุ่ม<br />
1. เมโธเทร๊กเซท (Methotrexate)<br />
2. กรดวิตามินเอ ได้แก่ Etretinate, Acitretin<br />
3. ไซโคสปอริน (Cyclosporin)</p>
<p>Read more <a title="Psoriasis treatment" href="http://www.psoriasischat.com" target="_blank">Psoriasis Treatments , Psoriasis treatment, Scalp Psoriasis Treatment</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.psoriasisthai.com/psoriasis_treat_product/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>การดูแลรักษาผื่นสะเก็ดเงินของเล็บ</title>
		<link>http://www.psoriasisthai.com/manicure_psoriasis/</link>
		<comments>http://www.psoriasisthai.com/manicure_psoriasis/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 04 Sep 2008 17:15:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[การรักษา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.psoriasisthai.com/?p=12</guid>
		<description><![CDATA[ความผิดปกติของเล็บในโรคสะเก็ดเงินพบได้บ่อย ความชุกของความผิดปกติที่เล็บพบตั้งแต่ร้อยละ 10- 55 เล็บมือเป็นมากกว่าเล็บเท้า ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินของข้อพบมีความผิดปกติของเล็บสูงถึงร้อยละ 70 ความผิดปกติของเล็บมืออาจพบเพียงเล็บเดียวหรือเป็นหลายเล็บ น้อยรายที่จะมีความผิดปกติทั้ง 20 เล็บ ลักษณะความผิดปกติของเล็บมีตั้งแต่ เป็นรอยบุ๋ม วงสีแดงเรื่อๆที่เล็บ จุดเลือดออกใต้เล็บ เล็บร่อนจากพื้นเล็บ จนถึงเล็บขรุขระผิดรูป 
การดูแลรักษาเล็บที่ผิดปกติ ยังได้ผลไม่ดี ผู้ป่วยบางรายความผิดปกติของเล็บตอบสนองต่อยาทาสตีรอยด์ แต่ต้องทาเป็นเวลานานและควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะการทายา
สตีรอยด์ที่แรงเป็นเวลานานๆอาจทำให้เกิดผิวหนังบริเวณจมูกเล็บบางลง นอกจากนี้ยังมีการใช้ยาทากลุ่มวิตามินดี (Calciprotriol ointment) ทาที่จมูกเล็บร่วมกับยาทาสตีรอยด์พบว่าได้ผลในผู้ป่วยบางราย เคล็ดลับในการทายาให้ได้ผลคือ ในรายที่มีขุยหรือสะเก็ดหนาใต้เล็บต้องทำให้สะเก็ดหลุด ยุ่ย เสียก่อนด้วย 30-40 % Urea หรือใช้ 10-20 % Salicylic acid ในรูปครีมหรือขี้ผึ้งทาทิ้งไว้ข้ามคืน ตัดหรือขูดสะเก็ดออกแล้วจึงทายาสตีรอยด์หรือ Calcipotriol ointment ผลการรักษาความผิดปกติของเล็บต้องใช้เวลานานเป็นเดือนๆ ผู้ป่วยจึงต้องมีความอดทนในการทายา เมื่อได้พยายามรักษาจนเต็มที่แล้วผลจะเป็นอย่างไรก็ควรยอมรับ อย่าเครียดเพราะจะไม่เกิดผลดีต่อโรคโดยรวม ปัจจุบันยังคงมีการศึกษาทดลองใช้ยาใหม่ๆในการรักษาความผิดปกติที่เล็บอยู่ หวังว่าจะมีความคืบหน้าไปในทางที่ดี ในระยะเวลาอันใกล้นี้
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ความผิดปกติของเล็บในโรคสะเก็ดเงินพบได้บ่อย ความชุกของความผิดปกติที่เล็บพบตั้งแต่ร้อยละ 10- 55 เล็บมือเป็นมากกว่าเล็บเท้า ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินของข้อพบมีความผิดปกติของเล็บสูงถึงร้อยละ 70 ความผิดปกติของเล็บมืออาจพบเพียงเล็บเดียวหรือเป็นหลายเล็บ น้อยรายที่จะมีความผิดปกติทั้ง 20 เล็บ ลักษณะความผิดปกติของเล็บมีตั้งแต่ เป็นรอยบุ๋ม วงสีแดงเรื่อๆที่เล็บ จุดเลือดออกใต้เล็บ เล็บร่อนจากพื้นเล็บ จนถึงเล็บขรุขระผิดรูป <span id="more-12"></span></p>
<p>การดูแลรักษาเล็บที่ผิดปกติ ยังได้ผลไม่ดี ผู้ป่วยบางรายความผิดปกติของเล็บตอบสนองต่อยาทาสตีรอยด์ แต่ต้องทาเป็นเวลานานและควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะการทายา<br />
สตีรอยด์ที่แรงเป็นเวลานานๆอาจทำให้เกิดผิวหนังบริเวณจมูกเล็บบางลง นอกจากนี้ยังมีการใช้ยาทากลุ่มวิตามินดี (Calciprotriol ointment) ทาที่จมูกเล็บร่วมกับยาทาสตีรอยด์พบว่าได้ผลในผู้ป่วยบางราย เคล็ดลับในการทายาให้ได้ผลคือ ในรายที่มีขุยหรือสะเก็ดหนาใต้เล็บต้องทำให้สะเก็ดหลุด ยุ่ย เสียก่อนด้วย 30-40 % Urea หรือใช้ 10-20 % Salicylic acid ในรูปครีมหรือขี้ผึ้งทาทิ้งไว้ข้ามคืน ตัดหรือขูดสะเก็ดออกแล้วจึงทายาสตีรอยด์หรือ Calcipotriol ointment ผลการรักษาความผิดปกติของเล็บต้องใช้เวลานานเป็นเดือนๆ ผู้ป่วยจึงต้องมีความอดทนในการทายา เมื่อได้พยายามรักษาจนเต็มที่แล้วผลจะเป็นอย่างไรก็ควรยอมรับ อย่าเครียดเพราะจะไม่เกิดผลดีต่อโรคโดยรวม ปัจจุบันยังคงมีการศึกษาทดลองใช้ยาใหม่ๆในการรักษาความผิดปกติที่เล็บอยู่ หวังว่าจะมีความคืบหน้าไปในทางที่ดี ในระยะเวลาอันใกล้นี้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.psoriasisthai.com/manicure_psoriasis/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>การดูแลรักษาสะเก็ดเงินของหนังศีรษะ(Scalp Psoriasis)มีหลักเกณฑ์ดังนี้</title>
		<link>http://www.psoriasisthai.com/scalp_psoriasis_treatment/</link>
		<comments>http://www.psoriasisthai.com/scalp_psoriasis_treatment/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 04 Sep 2008 17:14:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[การรักษา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.psoriasisthai.com/?p=11</guid>
		<description><![CDATA[
 

กรณีที่ขุยบนหนังศีรษะไม่หนามาก แนะนำให้สระผมด้วยแชมพูที่มีส่วนผสมของน้ำมันดินร้อยละ 2-8 (Tar shampoo)
กรณีที่สะเก็ดหรือขุยบนหนังศีรษะหนาควรทำให้สะเก็ดบนหนังศีรษะนุ่มลงก่อน วิธีทำให้สะเก็ดนุ่มให้ใช้นำมันมะกอก หรือขี้ผึ้งผสม 1-3%Salicylic acid นวดหนังศีรษะทิ้งไว้ 4 ชั่วโมง หรือทิ้งไว้ข้ามคืน อาจสวมหรือครอบศีรษะด้วยผ้าหรือหมวกพลาสติกคลุมศีรษะทิ้งไว้ข้ามคืน รุ่งเช้าสระผมด้วยน้ำอุ่นและแชมพูที่มีส่วนผสมของน้ำมันดิน นวดให้ทั่วศีรษะทิ้งไว้ 5 นาทีแล้วล้างน้ำออกใช้หวีซี่ถี่ๆค่อยๆขูดสะเก็ดบนหนังศีรษะออก ควรขูดเอาสะเก็ดบนศีรษะออกด้วยวิธีที่นุ่มนวลเพราะการขูดอย่าง
รุนแรงจะทำให้เกิดผื่นสะเก็ดเงินขึ้นใหม่
ทาหนังศีรษะด้วยสตีรอยด์ในรูป Lotion หรือ Solution วันละ 2 ครั้ง ยาจะซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ดีกว่าครีมหรือขี้ผึ้ง จะช่วยลดการอักเสบของหนังศีรษะ
การใช้วิตามินดี (Calcipotriol) ชนิด Solution นวดหนัง
ศีรษะก็สามารถลดการอักเสบของหนังศีรษะได้
เมื่อผื่นและสะเก็ดบนหนังศีรษะ(Scalp)หายแล้วควรสระผมด้วยแชมพูยา สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อควบคุมการกลับเป็นซ้ำ

ปล. แชมพู Tar shampoo สามารถหาซื้อได้จากร้าน Boots ทุกสาขานะครับ ผมซื้อใช้อยู่สะดวกดี ใช้แล้วผลเหมือนแชมพูที่หมอให้มา กลิ่นไม่แรงเท่าไหร่ครับ ราคาประมาณสองร้อยกว่าบาท
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div style="text-align:left"><a href="http://www.psoriasisthai.com/wp-content/uploads/2009/01/shampoos.jpg"></a></div>
<p> </p>
<ol>
<li>กรณีที่ขุยบนหนังศีรษะไม่หนามาก แนะนำให้สระผมด้วยแชมพูที่มีส่วนผสมของน้ำมันดินร้อยละ 2-8 (Tar shampoo)</li>
<li>กรณีที่สะเก็ดหรือขุยบนหนังศีรษะหนาควรทำให้สะเก็ดบนหนังศีรษะนุ่มลงก่อน วิธีทำให้สะเก็ดนุ่มให้ใช้นำมันมะกอก หรือขี้ผึ้งผสม 1-3%Salicylic acid นวดหนังศีรษะทิ้งไว้ 4 ชั่วโมง หรือทิ้งไว้ข้ามคืน อาจสวมหรือครอบศีรษะด้วยผ้าหรือหมวกพลาสติกคลุมศีรษะทิ้งไว้ข้ามคืน รุ่งเช้าสระผมด้วยน้ำอุ่นและแชมพูที่มีส่วนผสมของน้ำมันดิน นวดให้ทั่วศีรษะทิ้งไว้ 5 นาทีแล้วล้างน้ำออกใช้หวีซี่ถี่ๆค่อยๆขูดสะเก็ดบนหนังศีรษะออก ควรขูดเอาสะเก็ดบนศีรษะออกด้วยวิธีที่นุ่มนวลเพราะการขูดอย่าง<br />
รุนแรงจะทำให้เกิดผื่นสะเก็ดเงินขึ้นใหม่<span id="more-11"></span></li>
<li>ทาหนังศีรษะด้วยสตีรอยด์ในรูป Lotion หรือ Solution วันละ 2 ครั้ง ยาจะซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ดีกว่าครีมหรือขี้ผึ้ง จะช่วยลดการอักเสบของหนังศีรษะ</li>
<li>การใช้วิตามินดี (Calcipotriol) ชนิด Solution นวดหนัง<br />
ศีรษะก็สามารถลดการอักเสบของหนังศีรษะได้</li>
<li>เมื่อผื่นและสะเก็ดบนหนังศีรษะ(Scalp)หายแล้วควรสระผมด้วยแชมพูยา สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อควบคุมการกลับเป็นซ้ำ</li>
</ol>
<p>ปล. แชมพู Tar shampoo สามารถหาซื้อได้จากร้าน Boots ทุกสาขานะครับ ผมซื้อใช้อยู่สะดวกดี ใช้แล้วผลเหมือนแชมพูที่หมอให้มา กลิ่นไม่แรงเท่าไหร่ครับ ราคาประมาณสองร้อยกว่าบาท</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.psoriasisthai.com/scalp_psoriasis_treatment/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>
