nav-left cat-right
cat-right

ยารับประทาน Methotrexate (MTX)

ยารับประทาน Methotrexate (MTX)
เป็นยาต้านการเมตาบอไลต์ของเซลล์ ออกฤทธิ์ต้านการทำงานของเอนไซม์ Dihydrofolate reductase ที่ใช้ในการสร้าง DNA ของเซลล์เมื่อยาเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เซลล์ผิวหนังแบ่งตัวช้าลง ทำให้ผื่นของโรคสะเก็ดเงินยุบลง ยายังกดการทำงานของเซลล์อื่นๆ ในร่างกายที่แบ่งตัวเร็ว เช่น เซลล์ไขกระดูก ยามีทั้งรูปรับประทานและฉีด เมื่อยาเข้าสู่ร่างกายจะกระจายไปที่เซลล์ตับและไต จึงมีผลต่อเซลล์ตับและไต

ข้อบ่งชี้ในการใช้ยา MTX
ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ยารับประทาน MTX คือ ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่มีลักษณะดังนี้
1. ผื่นเป็นมากเกินร้อยละ 20 ของผื่นที่ผิวหนังหรือเป็น
รุนแรง
2. ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่ผื่นผิวหนังอักเสบ ไม่ตอบสนองต่อยาทา หรือผื่นของโรคเป็นในตำแหน่งที่ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถออกสังคมได้ หรือผื่นของโรคสะเก็ดเงินทำให้ผู้ป่วยมีความพิการไม่สามารถทำงานได้ เช่นเป็นมากที่มือ เท้า หรือทำให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ทางจิตใจอย่างมาก
3. ผื่นของโรคสะเก็ดเงินที่ควรได้รับยา MTX คือ ผื่นแดงลอกทั้งตัว (Erythroderma), ตุ่มหนองทั้งตัว (Acute pustular psoriasis of Von Zumbusch) ตุ่มหนองเฉพาะที่ ที่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตตามปกติของผู้ป่วย

ข้อห้ามในการใช้ยา MTX
1. หญิงตั้งครรภ์
2. ผู้ป่วยโรคตับหรือโรคไตที่การทำงานของอวัยวะทั้ง 2 เสื่อมลง
3. ผู้ป่วยที่ซีด เม็ดเลือดขาวและเกร็ดเลือดต่ำกว่าปกติ
4. ผู้ป่วยโรคกระเพาะที่รุนแรงหรือเป็นๆ หายๆ
5. โรคตับแข็ง
6. ผู้ป่วยที่ดื่มเหล้ามาก
7. ผู้ป่วยทั้งหญิงและชายที่ได้รับยา MTX ต้องไม่มีบุตรใน ระหว่างที่รับประทานยาหรืออย่างน้อยต้องหลังจากหยุดยา MTX 12 สัปดาห์
8. ผู้ป่วยที่เป็นโรคติดเชื้อระยะรุนแรง เช่น วัณโรค กรวยไตอักเสบ
9. ผู้ป่วยที่ไม่ปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำหรืออ่อนด้อยทางปัญญา

การตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ควรทำก่อนได้รับ MTX
ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินทุกรายที่จะได้รับ MTX ควรได้รับการซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด และควรตรวจทางห้องปฏิบัติการดังนี้
1. ตรวจเลือดดูความเข้มของเม็ดเลือดแดง จำนวนเม็ดเลือดขาว และเกร็ดเลือด
2. ตรวจดูหน้าที่ของไต โดยการตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือดดูระดับ Creatinine, Uric acid
3. เจาะเลือดดูหน้าที่ของตับ เช่น Serum bilirubin, SGOT, SGPT และ Alkaline phosphatase
4. ถ่ายภาพรังสีทรวงอก
5. การเจาะตับเพื่อตรวจดูพยาธิสภาพอาจต้องทำในผู้ป่วยบางรายหรือในผู้ป่วยที่ได้รับยา MTX 1.5-2 กรัม ไปแล้ว

ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่ได้รับ MTX ควรได้รับคำชี้แจงและอธิบายอยู่เสมอๆ ดังนี้
1. ผู้ป่วยทั้งหญิงและชายที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ควรต้องคุมกำเนิด เมื่อหยุดยา MTX ควรเว้นช่วงอย่างน้อย 12 สัปดาห์ ก่อนจะเลิกคุมกำเนิดและสามารถมีบุตรได้
2. อย่ารับประทานยาอื่นๆเพิ่มเติมโดยไม่แจ้งกับแพทย์ผู้ดูแลตรวจเพราะยาที่ได้รับประทานใหม่อาจมีปฏิกิริยากับยา MTX และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
3. งดเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ (เหล้า เบียร์ ไวน์) เพราะยา MTX และแอลกอฮอล์ จะทำลายตับของผู้ป่วยทำให้เกิดตับอักเสบ
4. ให้รับประทานยาตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด
5. รับประทาน MTX สัปดาห์ละครั้ง หรือ 3 มื้อ ไม่ใช่รับประทานทุกวันติดต่อกัน
6. ให้ติดต่อกับแพทย์ผู้ดูแลทันทีกรณีที่สงสัยว่าจะรับประทานยาเกินขนาด
7. ถ้ามีอาการ เจ็บคอ เป็นไข้ ไอ หรือหายใจไม่ออกให้ไปพบแพทย์และแจ้งให้ทราบว่ารับประทานยา MTX อยู่
8. รายงานแพทย์ผู้ดูแลและแพทย์คนอื่นๆ ที่รักษาว่ากำลัง รับประทาน MTX อยู่ เมื่อสงสัยว่าเกิดผลข้างเคียงของยา
9. หยุดรับประทานยา MTX เมื่อมีอาการที่สงสัยจะเป็นโรคติดเชื้อ เช่น ไข้หวัด ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ปอดอักเสบ
10.อย่านำ MTX ของท่านไปให้ผู้ป่วยอื่นรับประทาน
หลังจากผู้ป่วยได้ MTX ต้องติดตามตรวจเลือดทุกสัปดาห์ 1-4 สัปดาห์ ตรวจหน้าที่ของตับและไตทุก 1-4 เดือน ถ่ายภาพรังสีทรวงอกปีละ 1 ครั้ง

ผลข้างเคียงของยา MTX
1. ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือ อาการคลื่นไส้ ไม่สบายในช่องปาก
2. ผลข้างเคียงที่รุนแรง คือ ไขกระดูกไม่ทำงาน ทำให้เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวและ/หรือเกร็ดเลือดต่ำ ทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อง่าย อาจถึงเสียชีวิต ผลข้างเคียงทางด้านโลหิตวิทยา พบบ่อยในสัปดาห์แรก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ
3. ตับอักเสบจากยาหรือตับแข็ง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่อ้วน เป็นเบาหวานหรือผู้ป่วยที่ดื่มเหล้า
ผลการรักษาด้วยยา MTX ผื่นผิวหนังอักเสบในโรคสะเก็ดเงินตอบสนองต่อยา MTX ไม่เหมือนกัน ผื่นผิวหนังอักเสบชนิดปื้นหนาที่ดื้อต่อยาทา เมื่อให้ยารับประทาน MTX ร้อยละ 80-90 ของผู้ป่วยผื่นยุบลง ร้อยละ 50 จึงอาจต้องใช้ยาทากลุ่มสตีรอยด์ น้ำมันดินหรือ Calcipotriol ร่วมด้วยเพื่อควบคุมอาการทางผิวหนังได้ดีขึ้น MTX สามารถควบคุมโรคสะเก็ดเงินชนิดตุ่มหนองทั่วตัวได้ถึงร้อยละ 79 ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่มีอาการปวดข้อ ยาMTX ควบคุมอาการของโรคได้ประมาณ 1/3 - 1/2 ของผู้ป่วย เมื่อควบคุมอาการของโรคได้แล้วผู้ป่วยยังต้องรับประทานยาต่อไปอีกระยะหนึ่ง แพทย์ผู้ดูแลจะลดขนาดยาลงให้เหลือน้อยที่สุดที่ยังสามารถควบคุมอาการของโรคได้ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงผลอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา

คลิกลิงค์เพื่อดาวโหลดเอกสารของสถาบันโรคผิวหนัง : กิจกรรมทีมพยาบาลบรรยายและสาธิตการหมักและทายาบริเวณหนังศีรษะ การดูแลสะเก็ดบริเวณลำตัว แขน ขา

No Comments »

No comments yet.

RSS feed for comments on this post. TrackBack URL

Leave a comment