nav-left cat-right
cat-right

ยาทารักษาโรคสะเก็ดเงิน

เมื่อเกิดผื่นแดงที่ผิวหนังของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน อาการที่พบร่วมด้วยคือ แสบร้อนหรือคัน แพทย์มีหน้าที่เลือกใช้ยาหรือแสงอัลตราไวโอเลตเพื่อควบคุมผื่นผิวหนังอักเสบ ยาที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยมี 3 กลุ่ม คือ ยาทา ยารับประทาน และยาฉีดโดยมีหลักในการพิจารณาคือ ถ้าผื่นผิวหนังอักเสบไม่เกินร้อยละ 20 ของพื้นผิวของร่างกายให้เลือกใช้ยาทาก่อน ถ้าผื่นผิวหนังอักเสบเกินร้อยละ 20 ของพื้นผิวของร่างกายให้ใช้ยารับประทาน หรือฉายแสงอัลตราไวโอเลต ยาทาที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีดังต่อไปนี้

ยาทาสตีรอยด์
เป็นยาที่ใช้รักษาผื่นโรคสะเก็ดเงินบ่อยที่สุด ยาทาสตีรอยด์อาจอยู่ในรูปครีม ขี้ผึ้ง เจลหรือสารละลาย (Solution) การเลือกใช้ยาทาสตีรอยด์ชนิดใด ในรูปใดมีหลักพิจารณาดังนี้
ผื่นหนา เป็นตามแขนขา มือหรือเท้าใช้ยาทาสตีรอยด์ฤทธิ์แรงในรูปขี้ผึ้ง

ผื่นบางหรือเป็นบริเวณหน้า ข้อพับต่างๆ ใช้ยาทาสตีรอยด์ฤทธิ์อ่อนหรือแรงปานกลาง ควรเลือกยาทาสตีรอยด์รูปครีมไม่ควรใช้ในรูปขี้ผึ้งเพราะมีฤทธิ์แรงเกินไปและเหนียวเหนอะหนะ

ผื่นที่ศีรษะหนาให้ใช้ยาทาสตีรอยด์ฤทธิ์แรงในรูปครีมเหลวหรือครีมน้ำนม(Milky lotion) ถ้าผื่นที่ศีรษะมีลักษณะบางใช้ยาทาสตีรอยด์รูปน้ำ(Solution) จะซึมเข้าถึงหนังศีรษะได้ดียาทาสตีรอยด์รูปขี้ผึ้งไม่เหมาะกับหนังศีรษะเพราะเหนอะหนะ และทาให้ถึงหนังศีรษะได้ยากเพราะติดเส้นผม
ข้อดีของยาทาสตีรอยด์ คือ ทำให้ผื่นยุบได้เร็ว ใช้ง่าย หาซื้อได้ทั่วๆ ไป

ข้อด้อยของยาทาสตีรอยด์
เมื่อใช้ทานานๆจะเกิดภาวะดื้อยา เมื่อผื่นยุบลงถ้าหยุดยาทันทีผื่นมักกลับเป็นใหม่ได้เร็วและรุนแรงขึ้น อาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราแทรกซ้อนได้ง่าย การใช้ยาทาสตีรอยด์ที่มีฤทธิ์แรงเป็นเวลานานๆ ยาจะถูกดูดซึมได้มาก และกดการทำงานของต่อมหมวกไต มีผลต่ออวัยวะอื่นๆ ของร่างกายเหมือนกับการรับประทานยาสตีรอยด์ โดยเฉพาะในผู้ป่วยเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีผื่นผิวหนังอักเสบเป็นพื้นที่กว้าง หรือมีผื่นในบริเวณข้อพับ หน้าและบริเวณอวัยวะเพศ การใช้ยาสตีรอยด์จึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ผู้ป่วยไม่ควรซื้อยาทาเองโดยไม่มีความรู้ เพราะจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี

ยาสตีรอยด์ชนิดรับประทานและฉีดเป็นข้อห้ามใช้ในโรคสะเก็ดเงิน
เพราะจะทำให้โรครุนแรงขึ้นจนกลายเป็นโรคสะเก็ดเงินชนิดตุ่มหนองหรือโรคสะเก็ดเงินชนิดผื่นแดงทั่วตัว ยา
สตีรอยด์ชนิดรับประทานจะทำให้ผื่นดีขึ้นในระยะแรกที่เริ่มรับประทานเท่านั้นเมื่อรับประทานไปนานๆหรือหยุดยาเมื่อผื่นดีขึ้น โรคสะเก็ดเงินจะกำเริบกลับขึ้นมาใหม่และมักจะรุนแรงมากกว่าเดิม ผู้ป่วยและญาติจึงควรระมัดระวังไม่ไปซื้อยารับประทานเองเพราะยาแก้แพ้ชนิดรับประทานที่ร้านขายยาจัดให้หรือแม้แต่ยาหม้อ ยาลูกกลอนยาจีน ยาสมุนไพรต่างๆ ก็อาจมียาสตีรอยด์ผสมอยู่

ยาทากลุ่มน้ำมันดิน
(Crude coal tar or wood tars) เป็นสารเคมีพวก Hydrocarbon ที่ได้มาจากธรรมชาติ เช่น ถ่านหิน หรือต้นไม้ที่ตายทับถมกันมานาน สารเคมีเหล่านี้มีฤทธิ์ทำให้ผื่นของโรคสะเก็ดเงินหายได้ กลไกการออกฤทธิ์ของยานี้ยังไม่ทราบแน่ ปัจจุบันน้ำมันดินที่ใช้ในการรักษาโรคสะเก็ดเงินมีหลายรูปแบบและมีข้อบ่งชี้ในการใช้ยาดังนี้
แชมพูผสมน้ำมันดิน (Tar shampoo) บางครั้งมีการผสม Salicylic acidในแชมพูที่มีน้ำมันดิน เพื่อช่วยลอกสะเก็ดหนาบนศีรษะ น้ำมันดินที่ผสมอยู่ในแชมพู ใช้ในการรักษาโรคสะเก็ดเงินของหนังศีรษะและโรคขี้รังแคทั่วๆไปได้ด้วยน้ำมันดินผสมอยู่ใน Petrolatum ในความเข้มข้นร้อยละ 2-5 ใช้รักษาผื่นโรคสะเก็ดเงินที่หนาได้ผลดี โดยเฉพาะผื่นหนาที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า
ข้อดีของยากลุ่มน้ำมันดิน
คือเมื่อยาออกฤทธิ์ทำให้ผื่น หรือ ปื้น ผิวหนังอักเสบ สงบลง เมื่อผื่นผิวหนัง อักเสบสงบลงมักสงบไปได้ยาวนาน การกลับเป็นซ้ำใหม่เกิดได้แต่ช้ากว่าเมื่อใช้ยาทาสตีรอยด์

ข้อด้อยของยากลุ่มน้ำมันดิน
ยานี้ไม่มีบริษัทผลิตสำเร็จรูปขายในห้องตลาดเมืองไทย จะหาซื้อยานี้ได้จากโรงพยาบาลใหญ่ๆทั่วไป ยกเว้น แชมพูผสมน้ำมันดินที่มีผู้ผลิตออกขายในท้องตลาดหลายบริษัท ครีมที่ผสมน้ำมันดิน มีสีและกลิ่นไม่น่าใช้ ผู้ป่วยบางรายทนกลิ่นยาไม่ได้ ข้อด้อยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ยาออกฤทธิ์ช้าไม่ทันใจผู้ป่วยและญาติ ดังนั้นผู้ที่ใช้ยาทากลุ่มนี้จึงต้องให้เวลานานเป็นสัปดาห์ก่อนที่จะเห็นผลของยา ตำแหน่งที่ไม่ควรใช้ยากลุ่มน้ำมันดินคือ บริเวณหน้า และอวัยวะเพศ เพราะผิวหนังบริเวณนี้บาง เกิดการระคายเคืองได้ง่าย

ยากลุ่มแอนทราลินหรือดิทรานอล
(Anthralin or Dithranol)
แอนทราลิน เป็นสารเคมีกลุ่ม Hydroxyanthrones สกัดจากผลไม้ประเภทถั่ว (Legume) ที่เรียกว่า Vouacopoura araroba พบในทวีปอเมริกาใต้และเอเชียใต้ สารสกัดจากพืชชนิดนี้มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา ต่อมาพบว่ามีฤทธิ์รักษาโรคสะเก็ดเงิน สารในกลุ่มนี้ชนิดแรกที่นำมารักษาโรคสะเก็ดเงินคือ Chrysarobin ต่อมาบริษัท Bayer ในประเทศเยอรมันได้สังเคราะห์สารชนิดหนึ่งที่มีสารโครงสร้างคล้าย Chrysarobin เรียกว่า Cignolin มีฤทธิ์ในการรักษาโรคสะเก็ดเงินได้ผลดี ประเทศแถบยุโรป เรียก Cignolin ว่า Dithranol ประเทศสหรัฐอเมริกาเรียกว่า Anthralin

กลไกการออกฤทธิ์
กลไกการออกฤทธิ์ยังไม่เป็นที่เข้าใจกันอย่างชัดเจน ยามีฤทธิ์กดการสร้าง mitochondrial DNA ลดการหมุนเวียนของเซลล์ จึงมีฤทธิ์กดการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนัง นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์กดการอักเสบโดยห้ามการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว(Neutrophil,Monocyte) ยานี้จึงใช้ได้ผลดีในผื่นของโรคสะเก็ดเงิน ยาแอนทราลิน มีใช้กันอยู่ในรูปขี้ผึ้ง ครีมหรือ zinc paste ความ เข้มข้นร้อยละ 0.05-4 เนื่องจากยานี้ระคายผิวหนังมากไม่ควรใช้ยาชนิดนี้ที่บริเวณหน้า ข้อพับต่างๆ การทายาต้องระมัดระวังไม่ให้ถูกผิวหนังปกติ นอกจากนี้ยายังเปรอะเปื้อนเสื้อผ้า ผ้าปูที่นอนและล้างออกยาก ปัจจุบันมีบริษัทได้ผลิตยาแอนทราลินละลายในครีมไขมันที่เป็นของแข็งในอุณหภูมิห้องเมื่อทาลงบนผิวหนังครีมนี้จะปล่อยยาแอนทราลินออกสู่ผิวหนัง ครีมชนิดนี้สามารถล้างน้ำออกได้ง่าย เทคนิคการทายาแอนทราลินให้เกิดผลข้างเคียงน้อย คือ ใช้ยาในรูปที่ละลายน้ำ (Water soluble vehicle) ทาบนผื่นสะเก็ดเงินทิ้งไว้นาน 10-30 นาทีแล้วล้างออก ถ้าไม่พบอาการระคายเคืองก็ค่อยๆเพิ่มเวลาทายาครีมแอนทราลินให้นานออก เทคนิคนี้ช่วยลดผลข้างเคียงของยาแอนทราลินได้ ช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้น ปัจจุบันมีบริษัทนำเข้ายาครีมแอนทราลินมาจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว ผลการรักษาด้วยยานี้ใช้เวลานานกว่ายาสตีรอยด์ ราคายาสูง แต่ยานี้ใช้ได้ผลดีกับปื้นผิวหนังอักเสบของโรคสะเก็ดเงินที่หนาๆ

ข้อบ่งชี้ในการใช้ยาแอนทราลิน มีดังนี้
ผื่นโรคสะเก็ดเงินที่เป็นปื้นหนา (Stable chronic plaque type of psoriasis) ปื้นหนาของโรคสะเก็ดเงินที่ศีรษะ
การใช้ยาครีมแอนทราลินควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และพยาบาลที่มีความรู้เรื่องยา

ข้อควรระวังในการใช้ยาทาแอนทราลิน
ไม่ควรใช้กับผื่นโรคสะเก็ดเงินที่แดงและมีน้ำเหลืองเพราะยามีฤทธิ์ระคายเคืองอาจทำให้โรคกำเริบกลายเป็นโรคสะเก็ดเงินชนิดตุ่มหนองกระจายทั่วตัว
ไม่ควรใช้กับผื่นโรคสะเก็ดเงินบริเวณ หน้า คอ ข้อพับ ขาหนีบ อวัยวะเพศ เพราะเกิดการระคายเคืองได้ง่าย
ไม่ใช้กับผู้ที่มีประวัติแพ้ยาแอนทราลิน

Salicylic acid
เป็นกรดผสมอยู่ในครีมหรือขี้ผึ้งมีฤทธิ์ช่วยลอกสะเก็ด ขุย บนผื่นสะเก็ดเงิน ความเข้มข้นที่มีใช้อยู่ในรูปครีมSalicylic 2-5%หรือขี้ผึ้ง 5-10% ใช้ทาผื่นสะเก็ดเงินที่หนาๆ จะช่วยลดขุยและลอกสะเก็ดบนผื่นของโรคสะเก็ดเงินช่วยให้ยาทาชนิดอื่นซึมผ่านเข้าผิวหนังได้ดี ยานี้เหมาะที่จะใช้ในบริเวณศีรษะ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ที่ผื่นหนามาก ไม่ควรใช้บริเวณข้อพับและในเด็ก เพราะกรด Salicylic อาจทำให้เกิดอาการระคายเคือง หรือถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจนเกิดพิษ

ยาทากลุ่มอนุพันธุ์ของวิตามิน ดี3 (Calcipotriol)
เป็นสารในกลุ่มวิตามิน D3 ออกฤทธิ์เหมือน ๆ กัน Calcipotriol มีทั้งในรูปครีม ขี้ผึ้ง หรือ Solution เป็นสารที่ไม่มีสีหรือกลิ่นเหม็น จึงแก้ปัญหาของ ยากลุ่มน้ำมันดินและแอนทราลินไปได้
กลไกการออกฤทธิ์
สารในกลุ่มวิตามิน D3, Calcipotriol ออกฤทธิ์กดการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังและทำให้เซลล์ผิวหนังเจริญสมบูรณ์ (Terminal differentiation) นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยลดการสร้างสารสื่อกลาง(Chemical mediator)
ข้อบ่งชี้ในการใช้ยาทา Calcipotriol มีดังนี้
ใช้ทาผื่นของโรคสะเก็ดเงินชนิดปื้นหนาโดยทาวันละ 2 ครั้ง ไม่ควรใช้ยานี้ในรูปขี้ผึ้งที่บริเวณใบหน้า ข้อพับ เพราะเหนอะหนะ และระคายเคืองผิวหนังง่าย ควรเลือกใช้ยา Calcipotriolในรูปครีมจะช่วยลดผลข้างเคียงดังกล่าวได้ ผลการรักษาที่ชัดเจนใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ แพทย์จึงควรต้องอธิบายให้ผู้ป่วยทราบก่อนใช้ จำนวนยาที่ใช้ไม่ควรเกิน 100 กรัม/สัปดาห์
ใช้รักษาโรคสะเก็ดเงินของหนังศีรษะ มีการศึกษาทดลองใช้ Calcipotriol solution รักษาโรคสะเก็ดเงินที่หนังศีรษะพบว่าได้ผลในบางราย รายที่ผื่นบนศีรษะมีสะเก็ดหนามากควรต้องลอกสะเก็ดออกก่อนโดยการหมักหนังศีรษะด้วยน้ำมันมะกอก หรือใช้กรด Salicylic รูปครีม หรือขี้ผึ้งทาลอกสะเก็ดที่หนังศีรษะก่อนทา Calcipotriol
ข้อควรระวังในการใช้ยา Calcipotriol
ข้อควรระวังคือยานี้ทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวหนังปกติที่อยู่รอบๆ ผื่น หรือทำให้ผื่นแดงขึ้นได้ จึงควรแนะนำผู้ป่วยให้หยุด ลดจำนวนครั้งที่ทายา หรือทายาให้บางลง เมื่อเกิดอาการแดงขึ้นภายหลังจากที่ทายา เมื่อลดจำนวนครั้งที่ทาหรือลดจำนวนยาทาที่ใช้แล้วยังมีอาการแดง แสบ ระคายเคืองที่ผื่นก็ควรเปลี่ยนไปใช้ยาทาชนิดอื่น ปัญหาสำคัญของยา Calcipotriol อีกอย่างหนึ่งคือราคายาค่อนข้างสูง

ยาทากลุ่มเรตินอล
เป็นที่ทราบกันดีว่าวิตามินเอมีบทบาทในการเจริญเติบโตและแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังจึงมีการศึกษาทดลองและนำวิตามินเอตามธรรมชาติมาใช้รักษาโรคผิวหนังที่มีสะเก็ดหนา พบว่าผลข้างเคียงของยาในรูปรับประทานสูง ต่อมาจึงมีการสังเคราะห์ยากลุ่มอนุพันธุ์วิตามินเอขึ้นมีทั้งในรูปรับประทานและทาเฉพาะที่ ได้มีการนำยากลุ่มอนุพันธุ์วิตามินเอ มาใช้ในการรักษาโรคผิวหนังหลายชนิดเช่น สิว ฝ่ามือฝ่าเท้าหนา รวมทั้งโรคสะเก็ดเงินด้วย ยาทากลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ (Retinol) เริ่มมีการศึกษาและนำมาใช้รักษาผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินบ้างแล้ว ผลการรักษายังอยู่ในระยะศึกษาทดลอง และยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทยจึงจะไม่กล่าวถึงในรายละเอียดในที่นี้ ยานี้มีชื่อว่า Tazarotene สำหรับยาอนุพันธุ์วิตามินเอในรูปรับประทานมีการนำมาใช้รักษาโรคสะเก็ดเงินมานานจะได้กล่าวถึงต่อไปในหัวข้อยารับประทาน

ยาทาให้ผิวชุ่มชื้น (Emollients)
ผื่นผิวหนังอักเสบของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินจะไวต่อปัจจัยกระตุ้นภายนอกมากเปรียบเหมือนกับคนที่กำลังโกรธถ้ามีอะไรมากระทบจะเกิดอาการอาละวาดฟาดหางกับผู้ที่อยู่ใกล้เคียง ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่ผื่นของโรคกำลังอักเสบแดง นอกจากการใช้ยาทารักษาอาการอักเสบของผิวหนังแล้ว ควรทายาเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนังบ่อยๆด้วยเพื่อเป็นการช่วยลดอาการระคายเคือง และลดการอักเสบของผื่นผิวหนังลงไปได้อีกทางหนึ่ง

ยารับประทาน
ยารับประทาน ที่ใช้รักษาโรคสะเก็ดเงิน มี 4 กลุ่ม
1. เมโธเทร๊กเซท (Methotrexate)
2. กรดวิตามินเอ ได้แก่ Etretinate, Acitretin
3. ไซโคสปอริน (Cyclosporin)

Read more Psoriasis Treatments , Psoriasis treatment, Scalp Psoriasis Treatment

คลิกลิงค์เพื่อดาวโหลดเอกสารของสถาบันโรคผิวหนัง : กิจกรรมทีมพยาบาลบรรยายและสาธิตการหมักและทายาบริเวณหนังศีรษะ การดูแลสะเก็ดบริเวณลำตัว แขน ขา

1 Comment »