nav-left cat-right
cat-right

ยารับประทานกลุ่ม เรตินอยด์ (Retinoids) ยากลุ่มเรตินอยด์ คืออะไร?

วิตามิน เอ เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการแบ่งตัวและเจริญเติบโตของเซลล์เยื่อบุร่างกาย เช่น ผิวหนัง เยื่อบุช่องปาก จึงมีผู้นำวิตามิน เอ มารักษาโรคสะเก็ดเงิน พบว่าไม่ได้ผล ต่อมามีการค้นพบกรดของวิตามิน เอ (Retinoids) พบว่ามีฤทธิ์ในการรักษาผื่นผิวหนังอักเสบของโรคสะเก็ดเงินได้ดี ปัจจุบันสารกลุ่มนี้เรียกว่า Retinoids ซึ่งรวมถึงวิตามิน เอ ด้วย ยารับประทานกลุ่ม Retinoids ที่ใช้รักษาโรคสะเก็ดเงินมี 3 ชนิด คือ Etretinate, Acitretin และ Isotretinoin ในประเทศไทยปัจจุบันนิยมใช้ Acitretin แทน Etretinate เพราะยา Acitretin มีช่วงครึ่งชีวิตสั้นกว่า Etretinate มาก ทำให้หลีกเลี่ยงผลเสียที่จะเกิดกับเด็กในครรภ์ กรณีที่ผู้ป่วยตั้งครรภ์หลังจากหยุดยา
ผู้ป่วยรายใดควรได้รับยา Acitretin หรือ Etretinate?
การพิจารณาให้ Acitretin แก่ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน แพทย์ผู้ดูแลจะเป็นผู้พิจารณาโดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้

ข้อบ่งชี้ในการใช้ยา Acitretin
1. เป็นโรคสะเก็ดเงินที่รุนแรง
2. ผื่นผิวหนังอักเสบของโรคสะเก็ดเงินไม่ตอบสนองต่อยาทา
3. ผื่นผิวหนังอักเสบเป็นมากเกินร้อยละ 20 ของพื้นที่ผิวหนัง
ไม่สามารถใช้ยาทาได้ทั่วถึง
4. ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่เป็นมาก หรือดื้อต่อยาทาและไม่
สามารถมารับการฉายแสงอัลตราไวโอเลต บี หรือรับประทานยาPsoralen ร่วมกับการฉายแสงอัลตราไวโอเลต เอ (PUVA = Psoralen + UVA) ได้ เพราะการฉายแสงอัลตราไวโอเลตต้องมารับการฉายแสงที่โรงพยาบาลสัปดาห์ละหลายวัน ผู้ป่วยที่ต้องเรียนหนังสือหรือทำงานจะมีปัญหาเรื่องการลางานหรือหยุดเรียนเพื่อมารับการฉายแสงอัลตราไวโอเลตที่โรงพยาบาล
5. ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่มีตุ่มหนองกระจายทั่วตัว
6. ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่เป็นผื่นแดงลอกทั่วตัว

ขนาดของยาที่ใช้
ขนาดยาที่ใช้คิดตามน้ำหนักตัว 0.25-0.6 มก./กก./วัน

ผลการรักษาด้วยAcitretin เป็นอย่างไร?
ผลการรักษาด้วย Acitretin ในผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินแต่ละรายจะแตกต่างกันขึ้นกับชนิดของผื่นที่ผู้ป่วยเป็น ยา Acitretin สามารถควบคุมผื่นโรคสะเก็ดเงินที่เป็นตุ่มหนองทั่วตัวและผื่นหนาตามฝ่ามือฝ่าเท้า ได้ดี แต่ผื่นของโรคสะเก็ดเงินที่เป็นปื้นหนา (Plaque type psoriasis) จะตอบสนองต่อยา Acitretin ได้ไม่ดี

ข้อควรระวังในการใช้ยา Acitretin
ผลข้างเคียงของยาที่พบเสมอคือริมฝีปากแห้ง แตก ผิวแห้ง คัน ผมร่วงทั่วศีรษะ ผลข้างเคียงต่ออวัยวะภายในพบได้น้อย เช่น ตับอักเสบ กระดูกพรุน การเปลี่ยนแปลงของระดับ Triglyceride, Cholesterol ในเลือด

ในสตรีที่รับประทานยา Acitretin ต้องคุมกำเนิดในระหว่างที่รับประทานยาและต้องคุมกำเนิดต่อเนื่องไปอีกนาน 2 ปี หลังหยุดยาเพราะยานี้สะสมอยู่ที่ไขมันในร่างกาย สามารถทำให้เด็กในครรภ์พิการได้

ยา Cyclosporin ในการรักษาโรคสะเก็ดเงิน
มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นที่แสดงว่าผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินมีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันในส่วนของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T lymphocytes จึงได้มีการศึกษาทดลองใช้ยากดระบบภูมิคุ้มกันมารักษาโรคสะเก็ดเงินและพบว่า Cyclosporin ซึ่งเป็นยากดภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ได้จากเชื้อรา ทำให้โรคสะเก็ดเงินดีขึ้นได้
กลไกการออกฤทธิ์
ยา Cyclosporin ออกฤทธิ์กดการทำงานของ T lymphocytes ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำให้เกิดการอักเสบที่ผิวหนัง และกระตุ้นเซลล์ผิวหนังให้แบ่งตัวเพิ่มจำนวน ยานี้จึงทำให้ผื่นผิวหนังที่อักเสบและหนาตัวในโรคสะเก็ดเงินดีขึ้น

ข้อบ่งชี้ในการใช้ Cyclosporin รักษาโรคสะ เก็ดเงิน
ใช้ในรายที่ผื่นโรคสะเก็ดเงินที่รุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมากไม่ตอบสนองต่อการรักษาปกติ เช่น ยาทา แสงอัลตราไวโอเลตบี Psoralen ร่วมกับแสงอัลตราไวโอเลตเอ เมโธเทร็กเซท

ขนาดที่ใช้
ขนาดของยา Cyclosorin A เริ่มที่ 3 มก./ กก./ วัน แบ่งให้วันละ 2 ครั้ง ถ้ายังไม่สามารถควบคุมอาการได้ให้พิจารณาเพิ่มขนาดยาทุก 2 สัปดาห์จนถึงขนาด 5 มก./ กก. / วัน เป้าหมายในการใช้ยาไม่ได้อยู่ที่ผื่นหายหมด เมื่อสามารถคุมอาการผื่นได้เป็นส่วนใหญ่ก็ให้ยาต่อไปในขนาดควบคุม 3 มก. / กก. / วัน ไม่ควรใช้ยา Cyclosporin นานกว่า 1 ปี เพราะผลข้างเคียงของยาสัมพันธ์กับขนาด และระยะเวลาที่ใช้ยา โดยเฉพาะพิษต่อไต ความดันโลหิตสูง และมะเร็ง
ข้อห้ามในการใช้ยา Cyclosporin ได้แก่
ผู้ป่วยที่มีไตพิการ โรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ ประวัติเป็นโรคมะเร็งมาก่อน หญิงตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร ผู้ป่วยที่กำลังมีการติดเชื้อโรคอยู่ ผู้มีความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน ผู้ที่มีประวัติแพ้ยา Cyclosporin มาก่อน

ยากดระบบภูมิคุ้มชนิดอื่นๆ (Other immunosuppressive agents)
ความรู้เรื่องยากลุ่มนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนอวัยวะต่างๆ เช่น เปลี่ยนไต หัวใจ ตับ และ ปอด ผู้ป่วยที่เปลี่ยนอวัยวะต้องใช้
ยากดภูมิคุ้มกันตนเองไม่ให้ไปทำลายอวัยวะที่เปลี่ยนใหม่ ยากลุ่มนี้รุ่นแรกๆ คือ Cyclosporin มีฤทธิ์กดการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า T-cell ลิมโฟซัยต์ เป็นเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกันที่ทำหน้าที่ทำลายสิ่งแปลกปลอม เมื่อยากลุ่มนี้กดการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวทำให้อวัยวะที่ได้รับการปลูกถ่ายอยู่ได้นานเพราะระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่ทำลายอวัยวะที่ได้รับใหม่ ปัจจุบันความรู้เรื่องพยาธิกำเนิดของผื่นโรคสะเก็ดเงินพบหลักฐานว่าเกิดจากการทำงานระบบภูมิคุ้มกันชนิดพึ่งเซลล์ผิดปกติ T-cell ลิมโฟซัยต์จะเคลื่อนเข้ามาที่หนังแท้และหนังกำพร้าทำให้เกิดการอักเสบและทำให้หนังกำพร้าแบ่งตัวเพิ่มมากผิดปกติ หลอดเลือดแดงในหนังแท้ขยายตัวเกิดผื่นแดง T-cell ลิมโฟซัยต์เข้ามาอยู่รอบหลอดเลือด หลั่งสารเคมีหลายชนิดทำให้เกิดการอักเสบในชั้นหนังแท้ จากความรู้นี้จึงมีการนำยากดระบบภูมิคุ้มกัน มารักษาโรคสะเก็ดเงินชนิดรุนแรง พบว่าได้ผลดี ยากลุ่มนี้มีทั้งชนิด รับประทาน ฉีด และทา ปัจจุบันมียากดภูมิคุ้มกันที่ยังอยู่ในระยะศึกษาทดลองหลายชนิดจึงไม่ขอกล่าวถึงในรายละเอียด จะให้เฉพาะชื่อยาไว้เพื่อผู้สนใจไปค้นคว้าเพิ่มเติม
1. Cyclosporin
2. Mycophenolate mofetil
3. Tacrolimus
4. Ascomycin
5. Sirolimus
6. Monoclonal antibodies ชนิดต่างๆ
7. Cytokines
8. Fusion proteins
9. Anti-metabolite

ขอบคุณข้อมูลจาก ตจวิทยา มหาวิทยาลัยมหิดล : http://www.si.mahidol.ac.th/project/psoria/index.asp

คลิกลิงค์เพื่อดาวโหลดเอกสารของสถาบันโรคผิวหนัง : กิจกรรมทีมพยาบาลบรรยายและสาธิตการหมักและทายาบริเวณหนังศีรษะ การดูแลสะเก็ดบริเวณลำตัว แขน ขา

5 Comments »